
อุตุฯเตือน5จังหวัดอีสานล่างเสี่ยงน้ำท่วม
อุตุฯ เผย ฝนตกหนัก 11 จังหวัดภาคอีสาน เตือน 5 จังหวัดอีสานล่างระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก หลังฝนถล่มโคราช ส่งผลดีต่อเขื่อนหลัก ล่าสุด 3 ใน 4 เขื่อน เปิดระบายน้ำลงพื้นที่ชลประทานแล้ว ขณะที่น้ำหลากซัดแพโอท็อปพังยับ น้ำพัดไหลไปไกล 10 กม. ผ
13ส.ค.) นายเกรียงศักดิ์ เกตุอินทร์ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.อุบลราช ธานี กล่าวว่า จากการตรวจวัดสภาวะอากาศพบว่ามีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันออกเคลื่อนเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนตกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านบริเวณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ระวังอันตรายจากภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะนี้
ด้านนายประเสริฐ ปุราถานัง นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จ.ขอนแน กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนพบว่ามีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีฝนตกชุกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักในระยะนี้ ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จังหวัดเลย หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร และนครพนม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฝนตกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาตั้งแต่กรกฏาคมถึงสิงหาคมส่งผลดีต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญหลัก 4 แห่งของจังหวัดประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา, อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย,อ่างเก็บน้ำลำแชะ และ อ่างเก็บน้ำลำมูลบน อ.ครบุรี เนื่องจากมีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำเพิ่มมากขึ้นและมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุดอ่างเก็บน้ำ 3 ใน 4 แห่งของจังหวัดนครราชสีมาคือ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง,อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง และอ่างเก็บน้ำลำแชะ เริ่มเปิดระบายน้ำให้ประชาชนในเขตชลประทานได้ใช้น้ำในการอุปโภค-บริโภค และทำเกษตรกรรมบ้างแล้ว หลังปิดการระบายน้ำมานาน 4 เดือน ช่วงที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง
ทั้งนี้จากรายงานของทางสำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 12 ส.ค.2553 ล่าสุดพบว่า อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ปริมาณน้ำอยู่ที่ 90.450 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 27.88 % ของความจุทั้งหมด 324.39 ล้าน ลบ.ม. โดยทางอ่างเก็บน้ำได้ทำการระบายน้ำเพื่อให้ประชาชนในเขตชลประทานได้ใช้บ้างแล้ว ซึ่งอัตราการระบายน้ำออก ณ วันที่ 12 สิงหาคม อยู่ที่ 346,000 ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ปริมาณน้ำอยู่ที่ 45.540 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 41.54 % ของความจุที่สามารถกักเก็บได้ทั้งสิ้น 109.63 ล้าน ลบ.ม. อัตราการระบายน้ำออก ณ วันที่ 12 ส.ค.53 อยู่ที่ 518 ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี ปริมาณน้ำอยู่ที่ 114.195 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 41.53 % โดยอัตราการระบายน้ำ ณ วันที่ 12 ส.ค.53 อยู่ที่ 414 ลบ.ม. และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากยังคงมีฝนตกลงมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของอ่างเก็บน้ำลำมูลบน อ.ครบุรี ยังไม่มีการระบายน้ำออก เนื่องจากปริมาณน้ำยังค่อนข้างต่ำกว่าอ่างเก็บน้ำแห่งอื่นๆ ซึ่งล่าสุดปริมาณน้ำในอ่างฯ อยู่ที่ 35.195 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียง 24.69 % จากความจุกักเก็บทั้งหมด 141 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น
ด้านนายธาดา สุขะปุณพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์อุทกวิทยาและบริหารน้ำภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงขณะนี้ยังไม่น่าห่วง โดยระดับน้ำที่เชิงสะพานนวรัฐ(p1)ล่าสุดเวลา10.00 น.วัดได้ 2.30 - 2.40 เมตรสูงกว่าวานนี้เล็กน้อยแต่ยังห่างจากจุดวิกฤตที่ 3.75 เมตรอีกมาก ขณะที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงตอนนี้มีอยู่ที่ 200 ลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น
ทั้งนี้การที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ อ.เชียงดาว ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำลงเขื่อนที่ยังมีพื้นที่เก็บน้ำอีกมาก และจนถึงขณะนี้ตรวจวัดแล้วปริมาณน้ำจากอ.แม่แตงยังไม่มีปัญหา จึงยังไม่น่าวิตกว่าระดับน้ำทางอำเภอตอนเหนือจะทะลักเข้ามาท่วมยังเขตเมืองเชียงใหม่
ฝนที่ตกหนักประกอบกับน้ำป่าจากดอยสุเทพหลากลงสู่พื้นราบตั้งแต่กลางดึกคืนวานต่อเนื่องถึงเช้านี้(13สค.)ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นและท่วมขังบ้านเรือนของราษฎรพื้นที่การเกษตรและถนนหลักในตัวเมืองที่ใช้สัญจรไปมาหลายสาย จราจรต้องสั่งปิดช่องทางการเดินรถบางจุดเนื่องจากน้ำท่วมขังรถไม่สามารถขับผ่านไปได้
จุดที่บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรถูกน้ำป่าดอยสุเทพหลากเข้าท่วมขังตลอดคืนที่ผ่านมาคือพื้นที่ 2 คือที่บ้านปง หมู่1และบ้านหนองควาย หมู่2 ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ จากนั้นได้ไหลเอ่อลงมาท่วมถนนสายเชียงใหม่-หางดง บริเวณหน้ากาดฝรั่ง อ.หางดง เจ้าหน้าที่ต้องปิดการสัญจรไปมาเพราะน้ำท่วมสูงกว่า50 เซนติเมตร กระทั่ง 10.00 น.ระดับน้ำได้ลดลงจึงสามารถเปิดช่องการจราจรใช้ได้ตามปกติ ส่วนน้ำท่วมขังบ้านเรือนนั้น ขณะนี้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือแล้ว โดยเฉพาะในจุดที่มีน้ำท่วมขังซึ่งมีไม่มากนัก คาดว่าระดับน้ำจะลดลงตามลำดับ
ส่วนถนนหลักหลายสายที่ได้ถูกน้ำป่าจากดอยสุเทพหลากลงมาท่วมขังตั้งแต่กลางดึกจนถึงเช้ามืด ได้แก่ถนนข่วงสิงห์ ถนนสุเทพ นอกจากนี้จุดที่มีน้ำท่วมขังระบายไม่ทันจนรถยนต์ไม่สามารถขับผ่านไปได้คือที่ชุมชนศรีปิงเมือง ชุมชนตลาดประตูก้อมและบริเวณย่านวิทยาลัยนาฏศิลป์
เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่ 13 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเขื่อนสิริกิตติ์ ได้ปล่อยน้ำลงแม่น้ำน่าน ประกอบกับเกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในน่าน ใน จ.พิษณุโลกเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดน้ำหลากจนแพโอท็อป 1 หลังที่หน้าวัดเกาะแก้ว ต.จอมทอง อ.เมือง จ . พิษณุโลก ซึ่งเป็นแพจำหน่ายสินค้าโอท็อปที่ทางจังหวัดพิษณุโลกได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านนำสินค้าพื้นบ้านและสินค้าโอท็อปไปจำหน่าย ด้วยงบประมาณ 10 ล้านบาทได้เกิดพังเสียหายและหลุดลอยมาตามแม่น้ำน่านยาวกว่า 10 กิโลเมตร จนเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน จ.พิษณุโลก ต้องช่วยกันนำมาผูกไว้ที่บริเวณหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ในสภาพที่พังยับเยิน
นายบุญยิ่ง คุ้มสุพรรณ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดพิษณุโลก ได้เตือนพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ราบเชิงเขา โดยเฉพาะอ.เนินมะปราง อ.นครไทย อ.ชาติตระการ อ.วังทอง และอ.วัดโบสถ์ให้ระมัดระวังฝนตกหนัก และอาจเกิดดินโคล่นถล่มในพื้นที่ได้ เบื้องต้นได้สั่งการให้มิสเตอร์เตือนภัยประจำทุกตำบล ได้ออกตรวจสอบและรายงานให้กับทางจังหวัดทราบทันทีหากเกิดเหตุการณ์ขึ้น
ขณะที่เครือข่ายเฝ้าระวังน้ำป่าลุ่มน้ำชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ที่พื้นที่มักเกิดน้ำป่าไหลหลากเป็นประจำนั้น นายแวะ สนใจ ผู้ใหญ่ย้านหมู่1 ต.ชมพู ได้ติดตามระดับน้ำฝนที่ตกในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงอย่างใกล้ชิด ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณน้ำฝนยังไม่มาก แต่หากวันนี้วัดปริมาณน้ำฝนบริเวณอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงได้เกิน 100 มม. ก็จะแจ้งเตือนเครือข่ายหมู่บ้านในต.ชมพูให้อพยพประชาชนสู่พื้นที่สูง
ทางด้านนายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ทางจังหวัดระนอง ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันที่ 13 ส.ค. 2553 นี้เวลา 11.30 น. ซึ่งรายงานน้ำทะเลจะหนุนสูงถึง 4.50 ม. ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมชายฝั่งทะเล และชุมชนตามเกาะแก่งต่างๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในวันที่ 11 ส.ค. 2553 ที่ผ่านมา ทางชุมชนในพื้นที่เกาะ และพื้นที่ชายฝั่งกว่า 700 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูงผิดปกติ ดดยน้ำทะเลได้ไหล่บ่าเข้าท่วมบ้านเรือนอย่างรวดเร็วสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของประชาชนนับ 100 หลังคาเรือน
โส่วนการให้การช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบก่อนหน้านี้ พบว่าทางหน่วยงานส่วนท้องถิ่นกำลังได้ระดมความช่วยเหลือในเบื้องต้น ด้วยการนำสิ่งของที่จำเป็นเข้าไปให้ความช่วยเหลือชุมชนชาวเกาะที่ได้รับความเสียหายจากน้ำทะเลหนุนทั้งเกาะสินไห,เกาะเหลา,เกาะกำ,เกาะพยาม ซึ่งในเบื้องต้นเป็นสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิเครื่องนอน,เครื่องอุปโภค-บริโภค
ซึ่งในเบื้องต้นได้รับรายงานว่าผลความเสียหายจากน้ำทะเลหนุนสูงเมื่อวันที่ 11 ส.ค. และ 12 ส.ค.2553 ที่ผ่านมา มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายจำนวนกว่า 100 หลังคาเรือน โดยทรัพย์สินที่เสียหายเป็นอุปกรณ์เครื่องนอน,เครื่องครัว ซึ่งหากความเสียหายเกินกำลังความสามารถของหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่จะให้การช่วยเหลือ ก็สามารถร้องขอความช่วยเหลือมายังอำเภอได้ ซึ่งมีงบฉุกเฉินรองรับแต่ละอำเภอจำนวน 500,000 บาท สำหรับรองรับกรณีภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ
นายซาอีดล ยาผา ผู้ใหญ่บ้าน ม. 4 ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 124 ม. 4 ต.ปากน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนเกาะสินไห เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าจากเหตุการณ์เหตุการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในเขตทะเลอันดามันบริเวณจังหวัดระนองเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นน้ำทะเลที่หนุนสูงผิดปกติไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนส่งผลให้ทรัพย์สินอาทิเครื่องนอน,เครื่องอุปโภค-บริโภค ได้รับความเสียหายจำนวน 30 หลังคาเรือน
ส่งผลให้ชาวบ้านในชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำบินเกาะเกิดความหวาดกลัว เนื่องจากยังคงมีคำเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะยังมีน้ำทะเลหนุนสูงเพิ่มขึ้นอีกใน 1-2 วันนี้ ทำให้ในวันนี้ 12 ส.ค. 2553 ชาวบ้านในชุมชนบ้านเกาะสินไห มีการเก็บข้าวของเครื่องใช้ย้ายไปอยู่ในที่สูงขึ้นที่มั่นใจว่าระดับน้ำทะเลจะไม่ท่วมถึง รวมถึงการอพยพเด็กและคนแก่ไปยังพื้นที่กลางเกาะซึ่งเป็นที่สูง โดยในวันที่ 12 ส.ค.นี้น้ำทะเลจะหนุนสูงสุดในช่วงกลางวันเวลา 12.00 น. ส่วนการให้ความช่วยเหลือนั้นพบว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือ ในขณะที่ชาวบ้านเริ่มมีปัญหาโดยเฉพาะเครื่องนอน และอาหาร
นายชาอีดล กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดปกติอย่างแน่นอน ตนมีอายุ 46 ปี เพิ่งเห็นครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีน้ำทะหนุนสูงมากผิดปกติเช่นนี้ ซึ่งตอนนี้ทำให้ชาวบ้านจับกลุ่มวิพากวิจารณ์ไปต่างๆนานาถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำทะเลหนุน
นายสมโภชน์ นิ้มสันติเจริญ นักวิชาการอิสระด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เปิดเผยว่าวันนี้ตนจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลหาเหตุปัจจัยที่ส่งผลให้น้ำทะเลหนุนสูงผิดปกติ ว่าเกิดจากสาเหตุในกันแน่ เพราะตามปกติการขึ้นลงของน้ำทะเลจะมีความต่างอยู่ที่ 5- 10 ซม. แต่ที่ผ่านมาพบมีค่าความต่างสูงมากถึง 50 ซม. ซึ่งถือว่าผิดปกติ ทำให้นักวิชาการหลายคนออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุดังกล่าว ซึ่งพอที่จะสรุปได้ใน 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงผิดปกติ ประการแรกเกิดจากการละลายของน้ำแข็งบริเวณกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นน้ำแข็งขนาดมหึมา ซึ่งมวลน้ำปริมาณ มีความเป็นไปได้ที่อาจจะส่งผลต่อระดับของปริมาณน้ำในทะเลทั่วโลก
ประการที่สองคือเกิดจากสตอมเซิร์ส ซึ่งจะส่งผลให้สภาวะคล้ายๆ น้ำผุด โดยเกิดคลื่นลมจะดึงมวลน้ำเข้าสู่ชายฝั่งมากผิดปกติ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าได้เกิดสภาวะดังกล่าวขึ้นหลายครั้ง ประการที่สามคือการหนุนของน้ำจืดบนฝั่งที่พบว่าขณะนี้มีฝนตกหนักทุกพื้นที่ ส่งผลให้ต้นทุนน้ำจืดในทะเลมีมากขึ้น เมื่อเกิดน้ำทะเลหนุนจึงส่งผลให้มีระดับที่สูงกว่าปกติ



