ข่าว

 'จากทะเลตรัง'สู่'บ้านหลังใหญ่'เส้นทางโลมาหลังโหนก

'จากทะเลตรัง'สู่'บ้านหลังใหญ่'เส้นทางโลมาหลังโหนก

13 ส.ค. 2553

การเดินทางของโลมาหลังโหนกเพศเมีย 2 ตัวจากทะเลตรัง สู่บ้านหลังใหม่หลังใหญ่อย่างไม่เต็มใจ สิ้นสุดเร็วกว่าครั้งแรกมาก เมื่อตำรวจทางหลวงชุมพรตรวจพบและให้การช่วยเหลือไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นมันคงได้ย้ายที่อยู่จากแหล่งอาศัยตามธรรมชาติไปอยู่ในบ่อซีเมนต์แทน ?!!

 เช้ามืดวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ตำรวจทางหลวงชุมพรตั้งด่านตรวจบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 6-7 ถนนเอเชีย 1 ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร พ.ต.ต.เจริญพงษ์ ขันติโล สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.พร้อมด้วย ด.ต.ชาตรี บุญอยู่ ด.ต.วสันต์ ตราโต ผบ.หมู่ ใช้แผนปฏิบัติการซุ่มตรวจรถตู้และกระบะที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง ขนยาเสพติด และลักลอบขนสัตว์น้ำ

 6 เดือนก่อนหน้านี้ ตำรวจทางหลวงชุมพรได้รับการประสานงานจากกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า มีกลุ่มนายทุนต้องการปลาสวยงามและสัตว์ทะเล โดยใช้วิธีว่าจ้างเรือประมงลักลอบจับสัตว์ทะเลบริเวณอ่าวขนอม เขตติดต่อระหว่าง จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และชุมพร

 ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตำรวจทั้งสามนายสังเกตเห็นรถตู้หลังคาสูงยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียน อล 152 กรุงเทพมหานคร ขับผ่านมาลักษณะมีพิรุธจึงเรียกให้หยุดตรวจสอบ รถคันดังกล่าวมี "สมพิศ เนียมเกิด" วัย 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 530 แขวงและเขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ เป็นคนขับ "มานิต มันจหุนา" อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ 1 ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด นั่งคู่คนขับ และ "นัฐพงษ์ เนียมเกิด" เด็กหนุ่มวัย 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84/15 หมู่ 2 ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่งอยู่ในห้องโดยสาร

 การตรวจสอบครั้งแรกตำรวจได้ใช้ไฟฉายส่องดูภายในรถ สังเกตเห็นห้องโดยสารมีการถอดเบาะหลังออกทั้งหมด ระหว่างตรวจสอบใบขับขี่และบัตรประชาชนผู้โดยสาร จู่ๆ ตำรวจก็ได้ยินเสียงดังคล้ายของแข็งกระทบกับพื้นรถหลายครั้ง ประกอบกับผู้ขับขี่เริ่มออกอาการพิรุธลุกลี้ลุกลนอย่างผิดสังเกต จึงให้เปิดประตูหลังดูก็เห็นโลมาหลังโหนกเพศเมีย 2 ตัว นอนอยู่บนผ้าใบ จึงควบคุมตัวทั้งหมดไปสอบสวน พร้อมกับประสานไปยังศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง เจ้าหน้าที่ประมง และด่านตรวจสัตว์ป่าชุมพร มาร่วมตรวจสอบและช่วยเหลือโลมาทั้งสองตัว

 โลมาหลังโหนกหรือโลมาเผือกจัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ขณะที่พบอยู่ในอาการอิดโรยและบาดเจ็บ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจะตายตภายในไม่กี่ชั่วโมง แม้ว่าระหว่างทางนัฐพงษ์จะใช้วิธีตักน้ำเค็มใส่แกลลอนแล้วตวงใส่กระป๋องสเปรย์คอยฉีดพ่นบนผิวตลอดเวลาก็ตาม

 อย่างไรก็ดี จากการสอบปากคำทั้งสมพิศและมานิตไม่ยอมให้ความร่วมมือใดๆ ยกเว้นนัฐพงษ์ที่ให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้รับการว่าจ้างคนละ 1 หมื่นบาท จากคนที่ใช้ชื่อว่า "โกขาว" จาก จ.ตรัง ให้นำโลมาทั้งสองตัวไปส่งให้ลูกค้าชื่อ "ปาน" ที่ปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนสายเลี่ยงเมืองชลบุรี

 ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสามคนลักลอบขนโลมาขึ้นมาที่เมืองชล ก่อนหน้านี้เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยนำโลมา 2 ตัวไปส่งยังบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งใน จ.ชลบุรี นัฐพงษ์บอกว่า บ้านหลังที่ว่าใหญ่โตมโหฬารมีทั้งตู้ปลาและบ่อปลาขนาดใหญ่อยู่ในบ้านและรอบๆ บริเวณบ้าน !?!

 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของตำรวจไม่พบว่าใน จ.ตรัง มีคนชื่อโกขาวตามคำให้การของนัฐพงษ์ จึงใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็นค้นหาจากคำที่ใกล้เคียงก็พบว่า มีอยู่รายหนึ่งที่เข้าข่ายมากที่สุด เป็นผู้กว้างขวางใน จ.ตรัง มีทั้งรีสอร์ทขนาดใหญ่ ร้านอาหารขนาดใหญ่ รวมถึงบ่อปลาขนาดใหญ่ และเรือประมงขนาดใหญ่ด้วย เมื่อนำข้อมูลไปสอบถามนัฐพงษ์อีกครั้งก็ปรากฏพิรุธมากมาย และไม่ยอมให้ความร่วมมืออีกต่อไป เหมือนหวาดกลัวและปกปิดข้อมูลบางอย่างเอาไว้ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะมีใบสั่งจากเจ้าของบ้านหลังใหญ่เมืองชล ให้หาโลมาหลังโหนกมาเลี้ยงประดับบารมีมากกว่าจะนำไปทำในเชิงธุรกิจ

 มีคำถามว่าเหตุใดเศรษฐีเงินหนาถึงต้องการโลมาไกลถึงฝั่งอันดามัน ในเมื่อละแวกใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก็มีโลมาอยู่ตามธรรมชาติเช่นกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจและนักสัตววิทยาวิเคราะห์ว่า อาจเป็นเพราะลักษณะพิเศษของโลมาหลังโหนกที่ยิ่งอายุมากเท่าไรสีจะจางลงเรื่อยๆ เป็นสีออกชมพูหรือขาวเผือก นอกจากนี้ยังมีครีบหลังเป็นฐานกว้างโค้ง บางตัวอาจกว้างถึงหนึ่งในสามของความยาวลำตัว โลมาหลังโหนกโตเต็มวัยจะมีความยาว 2-2.8 เมตร หนัก 150-200 กิโลกรัม ส่วนลูกโลมาแรกเกิดจะมีความยาวประมาณ 1 เมตร หนัก 25 กิโลกรัม อาหารหลักคือปลา

 ต้องรอดูกันต่อไปว่าตำรวจจะปิดคดีนี้อย่างไร จะสามารถกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้เงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบแพนหางโลมายามโต้คลื่น ?!!