
เรือนชานบ้านเมือง-ปัญหาแท้จริงของประเทศไทย (ที่ใครปฏิเสธไม่ได้) (2)
จากการติดตามความเห็นของนักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศแขนงต่างๆ มาตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมค้นพบว่าส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อประเทศไทยในมุมมองที่คล้ายคลึงกันว่า ประเทศไทยเคยเป็น
“แดนสวรรค์” เป็นสยามเมืองยิ้ม (LAND OF SMILE) ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง เป็นประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองเฟื่องฟู จนเกือบจะกลายเป็น “เสือ” ตัวหนึ่งของเอเชียที่กำลังไล่ตาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาติดๆ
อีกทั้งยังเคยเป็นประเทศ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” ที่เป็น “โมเดลด้านประชาธิปไตยเต็มใบของเอเชีย” นอกจากนั้น นักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศยังเคยมีทัศนคติในเชิงบวกว่าประเทศไทยเคยเป็นดินแดนแห่ง “ความรักสามัคคี” เพราะ “นักการเมืองไทย” เคยมี เอกลักษณ์สำคัญ คือ การประนีประนอม รวมไปถึงการประสานผลประโยชน์ แต่ถึงวันนี้ภาพลักษณ์ที่ดีต่างๆ เหล่านั้นได้ถูกทำลายลงไปจนเหลือเพียงความทรงจำ เพียงแค่ระยะเวลาไม่กี่ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติ รัฐประหาร ไล่เรียงกันมาจนถึงเหตุการณ์บุกยึดทำเนียบรัฐบาลและการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ตลอดจนเหตุการณ์จลาจลทางการเมืองระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้นะครับว่าบรรดา “นักการเมืองไทย” (ทั้งที่อยู่ในคราบนักการเมืองหรือที่แฝงตัวชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือแฝงตัวอยู่ในคราบพลังมวลชนต่างๆ ที่กำลังทำกิจกรรมทางการเมืองในหลากหลายรูปแบบ) ได้ทำให้คนไทยจมปลักอยู่กับความขัดแย้งอย่างไม่รู้จบ ยิ่งไปกว่านั้น “นักการเมืองไทย” ได้ละทิ้งคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องการประนีประนอมและการสานผลประโยชน์ไปจนหมดสิ้น และหันมาต่อสู้กันอย่างรุนแรงดุเดือดอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ โดยไม่มีการยอมแพ้ เพราะทุกฝ่ายต่างมุ่งหวังที่จะเอาชนะ เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะ “ในทุกวิถีทาง” โดยไม่คำนึงถึงกฎ กติกา มารยาท ทางจริยธรรมในทุกวิถีทางของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น วิถีทางรัฐสภา วิถีทางการเลือกตั้ง วิถีทางการต่อสู้นอกสภา จนเป็นผลให้เกิดการต่อสู้ตามท้องถนน หรือแม้แต่การต่อสู้ใต้ดิน นอกจากนั้น ยังส่งผลให้การเลือกตั้งแต่ละครั้งไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติต้องเอาชนะอย่างเดียว “แพ้ไม่ได้” จึงต้องทุ่มเททุกวิถีทาง ทั้งการซื้อเสียง ซื้อส.ส. หรือซื้อพรรคการเมืองให้เป็นพันธมิตร
กล่าวโดยสรุปในภาพรวมจะเห็นได้ว่า ทั้ง นักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศ ไม่ว่าจะสังกัดสำนักไหน ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันประการหนึ่ง คือ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าต้นเหตุของปัญหาของประเทศไทย ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องจมปลักอยู่ในวังวนของความขัดแย้งอย่างไม่จบสิ้น คือ “นักการเมือง” นั่นเองครับ
ดังนั้น หากจะให้สยามประเทศกลับคืนสู่ปกติสุขอีกครั้ง การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่จึงจำเป็นต้องเริ่มขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง โดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมแต่ประการใด จะยอมให้ “กฎหมู่” มีอำนาจเหนือ “กฎหมาย” ดังเช่นประพฤติปฏิบัติกันในทุกวันนี้ไม่ได้ ใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด จะต้องไม่มีการดำเนินการแบบ “ปากว่าตาขยิบ” ในลักษณะ “สองมาตรฐาน” เป็นอันขาด นอกจากการปฏิรูปทางการเมืองแล้วจะต้องเร่งปฏิรูปในทุกด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน
ที่น่าสนใจยิ่ง คือ ทั้งบรรดานักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่ากลุ่มแรกที่จะต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน คือ “นักการเมือง” นั่นเองที่เป็น “ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย” ครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



