ข่าว

ธปท.ยัน"บาทแข็ง"ยังไม่ฉุดส่งออกพาณิชย์ระบุผู้ส่งออกรับไหวหากไม่ถึง31บาท

ธปท.ยัน"บาทแข็ง"ยังไม่ฉุดส่งออกพาณิชย์ระบุผู้ส่งออกรับไหวหากไม่ถึง31บาท

12 ส.ค. 2553

ธปท.ระบุ 3 ปัจจัยดันเงินบาทแข็ง "ส่งออกโต-เงินไหลเข้า-ดอลลาร์อ่อน" มั่นใจยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ด้านพาณิชย์เผยผู้ส่งออกส่วนใหญ่ยังรับไหว แต่หากพุ่งถึง 31 บาทกระทบแน่ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเงินไหลเข้าต่อเนื่อง เดือน ก.ค.ร้อนแรงมาก

 นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การแข็งค่าของเงินบาทยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น 4.3% แต่การส่งออกยังเติบโตได้ต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกที่ในช่วง 6 เดือนแรกที่เติบโตกว่า 30% ซึ่งได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การส่งออกที่เติบโตดีมาก เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ และการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับสกุลเงินอื่น

 ขณะที่ผู้ประกอบการนำเข้าก็น่าจะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากทำให้มีต้นทุนการนำเข้าที่ต่ำลง และน่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศด้วย เพราะการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะช่วยในเรื่องของความต้องการและการใช้จ่ายภายในประเทศที่สูงขึ้นด้วย ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตน่าจะมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่มขึ้น

 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับภาคอุตสาหกรรมส่งออกแต่ละกลุ่มสินค้า ต่างยืนยันว่าหากค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยภาพรวมจะไม่กระทบต่อภาคการส่งออกแต่อย่างใด และผู้ส่งออกส่วนใหญ่รับได้ แต่หากแข็งค่าถึง 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็เชื่อว่าภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบแน่นอน ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องเข้ามาดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นจนเกินไปและดูแลให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ

 "ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นขณะนี้ จึงยังไม่กังวลและได้ให้ทางภาคการส่งออกประกันความเสี่ยงของความผันผวนค่าเงินไว้แล้ว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยังมั่นใจแม้ว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ภาคการส่งออกโดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.83 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ" นางพรทิวากล่าว

 ด้านนายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.34% จากสิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งจัดเป็นอันดับสองของภูมิภาค รองจากตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ และเมื่อเทียบกับดัชนีตอนสิ้นปี 2552 เพิ่มขึ้นถึง 16.51% อยู่ที่ระดับ 855.83 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 เดือน ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป เพิ่มขึ้น 7.40% อยู่ที่ 6,914,777 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 31 เดือนเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนในตลาดโลกมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นหลังจากภาวะวิกฤติการณ์หนี้สาธารณะของประเทศในยุโรปเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี