
ไขปม"คาร์บอมบ์" ไร้เลือดที่รือเสาะ"พลเมืองดี+จร.+อีโอดี" ฮีโร่ตัวจริง!!
เหตุคนร้ายลอบวางระเบิด "คาร์บอมบ์" ไว้ในรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีดำ ทะเบียน กน 4803 สงขลา ซึ่งจอดไว้หน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาอำเภอรือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อเช้าตรู่วันที่ 11 สิวหาคม แม้จะจบลงด้วยการระเบิด และการเสียหายของอาคารข้างเคียง
แต่แรงระเบิดกลับไม่ได้สร้างความสูญเสียแก่ชาวบ้านข้างเคียง ชนิดที่เลือดสักหยดเดียวก็ไม่กระเซ็นลงพื้น เพราะความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานประสานกันอย่างดีเยี่ยม!!
เช้าตรู่วันที่ 11 สิงหาคม บรรยากาศภายในเมืองรือเสาะเริ่มคึกคักตามปกติของชีวิตในเขตเมืองที่ชาวบ้านร้านตลาดต่างออกมาจับจ่ายซื้อของในตลาดตามปกติ
ทว่า พวกเขาต่างก็สะดุดตากับรถเก๋งคันหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่หน้าธนาคารตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งที่ธนาคารก็ยังไม่ได้เปิด และปกติก็ไม่เคยเห็นรถมาจอดยังตรงจุดดังกล่าวมาก่อน
พลเมืองดีรายหนึ่งใช้ "วิทยุสื่อสารเครื่องแดง" แจ้งเหตุไปที่โรงพัก โดยเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาตรวจสอบเป็นคนแรก คือ "ตำรวจจราจร" ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ
แม้สภาพของตัวรถจะแลดูเป็นปกติ แต่เมื่อเช็กทะเบียนด้วยโปรแกรมตรวจสอบทะเบียนรถกลับพบว่า รถคันนี้ใช้ "ทะเบียนปลอม" เพราะหมายเลขทะเบียนเป็นของรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ แต่รถกลับเป็นยี่ห้อฮอนด้า...นี่เป็นจุดแรกที่ตำรวจได้กลิ่นทะแม่งๆ
จุดที่ผิดปกติอีกอย่างคือ ประตูด้านซ้ายที่เปิดคาไว้ แถมไฟในรถยังเปิดไว้สว่างโร่ แต่ที่สะดุดตาจริงๆ คือ ด้านใต้ประตูรถฝั่งขวาพบสัญญาณไฟสีแดงกะพริบถี่ๆ
เมื่อก้มดูก็พบ "โทรศัพท์มือถือ" วางไว้อย่างผิดปกติตรงใต้พื้นรถ ตำรวจจึงรีบใช้เชือกมากั้นที่เกิดเหตุไว้ ก่อนจะแจ้งผู้บังคับบัญชา และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ฉก.อโณทัย เข้ามาเก็บกู้ทำลาย
ขั้นตอนการเก็บกู้วัตถุระเบิดจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นย่านชุมชนใจกลางเมืองที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
ที่สำคัญ ยังห่างร้านน้ำชากาแฟที่เจ้าหน้าที่มักมารวมตัวกันแค่ 10 เมตร ทั้งยังมีพระสงฆ์มาบิณฑบาตเป็นประจำอีกด้วย งานของเจ้าหน้าที่อีโอดีเริ่มจากการใช้ "เครื่องตัดสัญญาณ" ที่สามารถตัดสัญญาณการจุดระเบิดของคนร้ายได้ทั้ง 3 ระบบ คือ รีโมทคอนโทรล วิทยุสื่อสาร และโทรศัพท์มือถือ (รวมทั้งมือถือระบบ 3 จีที่เจ้าหน้าที่เพิ่งพัฒนาได้เมื่อเร็วๆ นี้ด้วย)
นอกจากนี้ เพื่อป้องกันความผิดพลาดระหว่างการปฏิบัติงาน จึงมีการนำ "รถหุ้มเกราะรีวา" มากั้นไว้ระหว่างตัวรถกับชุมชนเพื่อป้องกันสะเก็ดระเบิด
เมื่อมั่นใจว่า สามารถตัดสัญญาณได้หมดแล้ว จึงทำการรีเช็กอีกรอบด้วย "สุนัขทหาร" ผลปรากฏว่า สุนัขนั่งลง ซึ่งแสดงว่ามีวัตถุระเบิดอยู่แน่นอน งานขั้นต่อไปจึงต้องค้นหาให้ได้ว่า ระเบิดถูกซุกซ่อนไว้ในจุดใด
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในรถไม่มีอะไรผิดปกติ จึงสันนิษฐานว่า ระเบิดน่าจะซุกซ่อนอยู่ที่กระโปรงหลัง จึงได้แปะทีเอ็นทีก้อนเล็กๆ ไว้ตรงฝาท้ายกระโปรงเพื่อทำลายระบบกุญแจ
แต่ทีเอ็นทีแรงดันต่ำที่ทำลายระบบกุญแจได้กระตุ้นให้ระเบิดที่วางไว้ตรงฝากระโปรงหลังครบวงจรพอดีจนทำให้เกิดระเบิดขึ้น
แต่จากการป้องกันอย่างดีทั้งการกั้นประชาชนให้ห่างที่เกิดเหตุ และเอารถเกราะไปขวางไว้ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียขึ้นเลย
เจ้าหน้าที่ผู้ร่วมเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุรายหนึ่งเชื่อว่า คนร้ายตั้งใจให้เกิดความสูญเสียอย่างร้ายแรงแก่ประชาชน เจ้าหน้าที่ และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
ส่วนช่วงเวลาที่เกิดเหตุก็เป็นช่วงก่อน "เทศกาลรอมฎอน" เพียง 1 วัน จึงน่าจะลงมือเพื่อทำให้เกิดความขัดแย้งทางศาสนา แต่ก็เชื่อว่า ประชาชนน่าจะเข้าใจ และไม่สนับสนุนแนวทางดังกล่าว
"การแจ้งเหตุผิดปกติอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่ายวิทยุเครื่องแดง และการสังเกตสิ่งผิดปกติที่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมเอาไว้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี" เจ้าหน้าที่คนเดิม กล่าวอย่างมั่นใจ
ขณะที่แหล่งข่าวชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นแอมโมเนียมไนเตรท+น้ำมัน หรือ "แอนโฟ" หนัก 5 กิโลกรัม บรรจุอยู่ในถังแก๊สปิคนิคต่อวงจรเข้ากับโทรศัพท์มือถือ จุดชนวนด้วย "รีโมทคอนโทรล"
โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ที่สวมชุด "บอมบ์สูท" เข้าไปตรวจสอบ และเชื่อว่า มีวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่ในฝากระโปรงท้าย จึงแปะระเบิดทีเอ็นทีก้อนเล็กๆ ไว้เพื่อทำลายกุญแจ แต่เนื่องจากวงจรระเบิดแมทช์กันพอดี จึงเกิดระเบิดขึ้น
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการเก็บกู้วัตถุระเบิดในปัจจุบัน นอกจากการใช้เจ้าหน้าที่สวมชุดบอมบ์สูทเข้าไปตรวจสอบแล้ว การใช้ "หุ่นยนต์กู้ภัย" ก็นำมาใช้มากขึ้น โดยเป็นหุ่นยนต์ที่กองทัพพัฒนาขึ้นมาเอง มีน้ำหนักประมาณ 37 กิโลกรัม
หุ่นยนต์ดังกล่าวมองเผินๆ จะแลดูคล้าย "รถถัง" มีล้อตีนตะขาบไว้ขับเคลื่อน สามารถปีนขั้นบันไดที่สูงไม่เกิน 30 ซม.ได้ โดยใช้งบประมาณแค่ 1.5 แสนบาท ช่วยประหยัดงบจัดซื้อหุ่นยนต์จากต่างชาติที่มีสนนราคาตัวละหลายล้านบาทได้มาก
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า สมรรถนะของหุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นเองยังห่างชั้นจากหุ่นยนต์มาตรฐานจากต่างชาติอยู่พอสมควร เพราะยังขาดกล้องสำหรับส่องดูวัตถุระเบิด และแขนกลที่ยืดหดได้สำหรับยิงแรงดันน้ำทำลายวงจรระเบิด ซึ่งต้องพัฒนากันต่อไป
"แม้ของเราจะมีสมรรถนะด้อยกว่าของเมืองนอกอยู่มาก แต่เราก็พัฒนาตามรูปแบบการใช้งานจริงของเรา แต่ก็ต้องเพิ่มสมรรถนะในการปีนป่าย และยืดหดแขนกลเพื่อใช้ประโยชน์ในกรณีที่คนร้ายแขวนระเบิดไว้ในที่สูง" เจ้าหน้าที่คนเดิม กล่าว
จากการทำงานร่วมกันอย่างขันแข็งของทั้งชาวบ้าน ตำรวจ และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด จึงทำให้ระเบิดคาร์บอมบ์ที่รือเสาะไม่ได้สร้างความสูญเสียร้ายแรงอย่างที่คนร้ายมุ่งหวัง ซึ่งน่าจะเป็น "โมเดล" ที่อีกหลายชุมชนควรนำไปปรับใช้เพื่อพิทักษ์บ้านเกิดเมืองนอนของตนต่อไป
ทีมข่าวความมั่นคง



