ข่าว

รถเมล์เบรกแตกชนสภาล่ม

รถเมล์เบรกแตกชนสภาล่ม

12 ส.ค. 2553

ปัญหาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่ม กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซาก กลายเป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย และไม่ต้องไปคาดหวังกับความรับผิดชอบของ ส.ส.

แต่ "สภาล่ม" ครั้งล่าสุด กลับมีกระแสข่าวว่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ที่ฝ่ายบริหารเพิ่งจะตีกลับให้รัฐมนตรี-กระทรวงคมนาคมที่รับผิดชอบนำกลับไปศึกษาผลกระทบ 4-5 ข้อใหม่

 ทั้งที่การประชุมสภาเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งปกติทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะเขย่ารัฐบาลได้ในช่วงที่มีการโหวตเรื่องสำคัญๆ

 แต่เพิ่งมาหนนี้ที่แม้แต่ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พูดให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ลูกพรรคภูมิใจไทยที่หายไปนั้น เกี่ยวพันกับรถเมล์ 4,000 คัน ที่ ครม.ตีกลับหรือไม่

 ที่หนักหน่อยก็ดูจะเป็น บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แกนนำคนสำคัญของภูมิใจไทย ที่บอกว่า ส.ส.ไม่มาประชุมนั้นเพราะลงพื้นที่...ตอกย้ำการจัดลำดับความสำคัญว่า หน้าที่ของ ส.ส.คือการลงพื้นที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก ไม่ใช่การทำหน้าที่ในสภา

 ตรงนี้คงไม่ต้องไปถามไถ่ถึงความพยายามที่จะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาของ ชัย ชิดชอบ พ่อของ เนวิน ชิดชอบ "ครูใหญ่" ของภูมิใจไทย ว่างานนี้ใช้การเป็น "ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ" เล่นเกมกับฝ่ายบริหารหรือไม่

 แต่คนระดับนี้ย่อมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเต็มที่กับการทำหน้าที่ประธานรัฐสภาแล้วหรือยัง

 ถึงแม้ว่า ตัวเลขที่ปรากฏจะฟ้องว่า จริงๆ แล้วคนของพรรคภูมิใจไทย เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วก็ไม่ได้มากไปกว่าพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคเพื่อแผ่นดินที่ไม่อยากมาทำหน้าที่ ส.ส.ในการประชุมนัดนี้ถึง 22 คน

 แต่คนที่ขาดของภูมิใจไทยส่วนใหญ่เป็นระดับนำของพรรค เป็นส่วนที่ลูกพรรคจะนำไปเป็น "แบบอย่าง" ในการเดินบนเส้นทางการเมือง

 พรรคชาติไทยพัฒนา ขาดประชุมเกือบครึ่งพรรค มา 13 คน หาย 12 คน
 พรรครวมชาติพัฒนา มา 5 คน ขาด 4 คน
 พรรคกิจสังคม มา 2 คน ขาด 3 คน
 มาตุภูมิมา 2 คน ขาด 1 คน

 ส่วนเพื่อไทย กับประชาราชนั้น ที่มาประชุมก็ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นตัวแทนพรรคได้หรือไม่

 ด้านพรรคประชาธิปัตย์หายไป 15 คน มาประชุม 156 คน

 หนึ่งในคนที่ขาดมีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ที่มาไม่ทันการประชุมเพราะนับองค์ประชุมเสร็จสิ้นไปเสียก่อน

 จะเห็นได้ว่า ส.ส.ที่ไม่อยากมาทำหน้าที่ของตนเองในการประชุมเมื่อวันพุธที่ 11 สิงหาคม นั้น มีจำนวนมากจริงๆ มากจนไม่อาจนำรายชื่อเหล่านั้นมาลงเพื่อให้ประชาชนคนทั่วไปได้เห็นว่าใครบ้างที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่

 ถึงแม้ว่าบางส่วนได้ยื่นใบลา หรือติดภารกิจสำคัญ แต่ก็เป็นส่วนน้อยจนไม่อาจให้น้ำหนัก

 ลำพังการประชุมสภาที่ล่มแล้วล่มอีกก็เป็นปัญหาใหญ่ของสภาชุดนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อมีเรื่องที่ชวนให้ขบคิดว่า ใช้เวทีสภาเล่นเกมการเมืองต่อรองโครงการนี้จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่น่าเชื่อว่า ในอนาคต จะมีพรรคการเมืองใดใช้วิธีการอย่างนี้ต่อรองกับฝ่ายบริหารอีก

 ถึงแม้ว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยจะยืนยันว่า ความเป็นไปในสภา ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องรถเมล์เอ็นจีวี แต่สภาพที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวน ส.ส.ของพรรค ท่าทีของรัฐมนตรีที่ให้สัมภาษณ์ รวมทั้งการทำหน้าที่ของ ชัย ชิดชอบ ประธานการประชุม มันอาจสร้างความเข้าใจไปในทิศทางนั้นได้

 หลายคนคิดกันไปแล้วว่า รถเมล์เอ็นจีวีเบรกแตกชนสภาล่มไม่เป็นท่า !

 แม้แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังอดลุกขึ้นถามหาเบื้องลึกเบื้องหลัง ที่ล่อแหลมว่าจะส่งผลกระทบต่อความสง่างามของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

 แต่หากว่า เบื้องลึกแล้วมีแผนที่จะทำอย่างนั้นจริง ศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติจะถูกลบหลู่อย่างรุนแรง

 ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ชัย ชิดชอบ จะต้องจัดการกับฐานะที่เป็น "ผู้ใหญ่" ในพรรคภูมิใจไทย และทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ใครมาครหาได้ว่า เอาสภาไปเล่นเกมการเมืองกับรัฐบาล

 เผื่อว่าวันใดมันสุดวิสัย เพราะ ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ไม่อยากทำหน้าที่ แต่ไม่ยอมลาออก ดอดไปทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ในเวลาที่ต้องมาประชุมสภา...ประธานรัฐสภาจะได้ชี้แจงอย่างสง่าผ่าเผย

 ด่าคนพวกนี้ ได้เต็มปากเต็มคำ !

 ไม่รู้หน้าที่ ไม่รู้กาลเทศะ ไม่รู้ว่าอะไรควร ไม่ควร

 ถ้าทำได้อย่างนั้น ก็น่าเชื่อว่า รัฐสภาคงจะจารึกชื่อ "ชัย ชิดชอบ" ไปอีกนาน แม้ว่าจะวางมือทางการเมืองไปแล้วก็ตาม

ศรายุทธ สายคำมี