ข่าว

หอการค้าปรับจีดีพีไทยปีนี้ถึงโต7%จี้แก้ปัญหามาบตาพุดห่วงส่งผลกระทบถึงปีหน้า

หอการค้าปรับจีดีพีไทยปีนี้ถึงโต7%จี้แก้ปัญหามาบตาพุดห่วงส่งผลกระทบถึงปีหน้า

12 ส.ค. 2553

หอการค้าประเมินจีดีพีใหม่ปีนี้โต 7-8% ได้ส่งออกหนุน จี้รัฐเร่งแก้ปัญหามาบตาพุดเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน หวั่นกระทบถึงเศรษฐกิจปีหน้า มองไตรมาสสุดท้ายส่งออกอาจแผ่วลงจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป เผยผู้บริโภคความเชื่อมั่นดีขึ้น ดัชนีปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการส่งออกที่ขยายตัวอย่างมาก และปัญหาการเมืองเริ่มคลี่คลาย รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2553 ขยายตัวได้ถึง 7-8% สูงกว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 5-6% โดยใน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยเติบโตโดยอาศัยเศรษฐกิจภายนอก แต่ช่วงไตรมาสที่ 4 จะเติบโตจากปัจจัยภายใน โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุนที่ฟื้นตัว ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหามาบตาพุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน หากไม่เร่งแก้ปัญหา อาจทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2554 ขยายตัวไม่ถึง 4%

 ทั้งนี้ การประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2553 อยู่บนพื้นฐานการคาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จะมีการขยายตัว 4-5% เป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เป็นผลมาจากเศรษฐกิจสหรัฐและสหภาพยุโรปส่งสัญญาณซึมตัว และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังให้ชะลอตัวเหลือ 15% แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มมีเสถียรภาพ และราคาน้ำมันที่น่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้การจับจ่ายในช่วงครึ่งปีหลังฟื้นตัวขึ้น

 นายธนวรรธน์กล่าวถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2553 ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 69.1 เป็น 71.4  เป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 3 และสูงที่สุดในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกด้านปรับตัวดีขึ้นหมด แต่การที่ดัชนียังอยู่ระดับต่ำกว่า 100 แสดงให้เห็นว่าภาพรวมผู้บริโภคเริ่มมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น แม้ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต 6 เดือนข้างหน้า พบว่าปรับตัวดีขึ้นจาก 75.8 เป็น 78.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเป็นระดับสูงสุดที่ในรอบ 54 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังมีความกังวลในปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีนี้ทุกรายการ สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

 "ผลสำรวจพบว่าความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอย การซื้อรถยนต์ ปรับตัวดีขึ้น จึงคาดว่ายอดขายสินค้าต่างๆ จะดีขึ้นในไตรมาส 3 และตลาดสินค้าทั่วไปจะกลับมาสู่ระดับปกติในไตรมาส 4 ประกอบกับการส่งออกดีขึ้น การเมืองมีทิศทางดีขึ้น" นายธนวรรธน์กล่าว