ข่าว

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในเรื่องที่มาของวันแม่แห่งชาติ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในเรื่องที่มาของวันแม่แห่งชาติ

12 ส.ค. 2553

โอกาสดีที่คอลัมน์นี้จะได้ตีพิมพ์ในวันแม่แห่งชาติ ก็เลยอยากจะนำเสนอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องวันแม่แห่งชาติสักหน่อยครับ

จากข้อมูลที่สืบค้นมานั้น ในประเทศไทย มีการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติครั้งแรกในปี 2486 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม โดยกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นก็งดไปเนื่องจากสงครามโลก แล้วจึงมีการเริ่มฉลองอย่างจริงจังในปี 2493 เมื่อวันที่ 15 เมษายน หลังจากนั้นก็งดไป และมาฉลองอีกปีในปี 2515 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม จนมาเป็นระบบอย่างจริงจังเมื่อ 12 สิงหาคม 2519 ตามข้อเสนอของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของพระราชินี เป็นวันแม่แห่งชาติ และใช้สัญลักษณ์คือดอกมะลิ

 ขณะที่ในต่างประเทศเราอาจจะแบ่งเรื่องราวเกี่ยวกับวันแม่ได้ในสี่ยุคใหญ่ๆ คือในสมัยโบราณ และยุควันแม่ในยุโรปที่มีศูนย์กลางที่อังกฤษ แล้วที่สำคัญก็คือยุคที่สามคือวันแม่ในอเมริกาที่ส่งผลให้มีการใช้วันเดียวกับอเมริกาถึงสี่สิบประเทศ (นั่นคือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม) แล้วก็วันแม่อื่นๆทั่วโลกซึ่งขึ้นกับตำนาน และประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศทั่วโลกนั่นแหละครับ

 กล่าวกันว่าในยุคแรกนั้น การพูดถึงวันแม่นั้นเป็นเรื่องราวของการเฉลิมฉลองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือเราประเภทเทพเจ้านั่นแหละครับ ตัวอย่างเช่นในกรณีของอียิปต์ เขาฉลองให้แก่เทพเจ้าไอซิส (Isis) ผู้ได้รับการบูชาในฐานะแม่และภรรยาในอุดมคติ รวมทั้งมารดาแห่งธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ และเวทย์มนต์ โดยตำนานนั้น นางเป็นผู้ที่ชุบชีวิตสามีของนาง และให้กำเนิดผู้ที่กลายเป็นผู้รวมอียิปต์เข้าด้วยกัน ตำนานบางตำนานยังให้ความสำคัญกับลักษณะความเป็นแม่และเป็นมิตรที่ดีกับคนทุกชนชั้นของเทพไอซิส และการเฉลิมฉลองเทพไอซิสนี้ก็มีมาต่อเนื่องในยุคกรีกและโรมัน

 ในยุคที่สองนั้นตำนานเรื่องวันแม่เกี่ยวพันกับศาสนาคริสต์ในยุโรป โดยเริ่มต้นการฉลองวันแม่ในวันอาทิตย์ที่ 4 ของช่วงการเข้าพรรษา (Lent) ในฐานะที่เป็นวันเฉลิมฉลองโบสถ์ที่แต่ละคนเข้าพิธีศีลจุ่มครั้งแรก ในฐานะเป็น "โบสถ์แม่" โดยจะมีการประดับประดาสิ่งของมากมายรวมทั้งเพชรพลอย และดอกไม้

 จากนั้นในประมาณศตวรรษที่ 16 ก็เริ่มมีการเฉลิมฉลองวันแม่จากการระลึกถึงแม่ที่เป็นมนุษย์จริงๆ โดยถือเอาวันเดียวกันนั้น แต่ขยายความหมายไปเพื่อชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษ โดยที่ข้าทาส และคนงานนนั้นจะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปเยี่ยมครอบครัว เพื่อให้ช่วงการเข้าพรรษานี้มีวันหนึ่งที่เฉลิมฉลองกินอาหารกันในครอบครัว โดยที่แม่ของแต่ละครอบครัวจะเป็นคนพิเศษในวันนั้น และจะได้รับเค้กและดอกไม้ รวมทั้งการที่ลูกของเธอจะกลับมาเยี่ยม

 ในยุคที่สามนั้นเป็นเรื่องของการเฉลิมฉลองวันแม่ของอเมริกาที่เริ่มให้ความสำคัญกับการเฉลิมฉลองที่เป็นเรื่องทางโลกมากขึ้น โดยเริ่มจากในปี ค.ศ.1870 โดยนางจูเลีย เฮา (Julia Howe) ผู้เริ่มตระหนักถึงความตายและความสูญเสียในสงครามกลางเมือง โดยนางได้เรียกร้องให้บรรดาแม่ของทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันประท้วงสงครามที่ทำให้ลูกของทั้งสองฝ่ายต้องมาฆ่ากัน ดังนั้นวันแม่ของอเมริกาจึงมีรากจากการพยายามเฉลิมฉลองทั้งความเป็นแม่และสันติภาพ และนั่นคือที่มาของการเฉลิมฉลองวันแม่ในยุคแรกของอเมริกาที่ถือเอาวันที่ 2 ของเดือนมิถุนายน ในการเฉลิมฉลองตามเมืองต่างๆ

 เมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพและการเฉลิมฉลองวันแม่นั้นเติบโตขึ้นสืบเนื่องมาในปี ค.ศ. 1908 เมื่อมีการเฉลิมฉลองการตายของ นางแอนนา จาร์วิส (Anna Jarvis) ผู้ซึ่งเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนการเฉลิมฉลองวันแม่ตามที่นางเฮานั้นเริ่มขึ้นมาก่อน โดยบุตรีของนางแอนนาเองขับเคลื่อนร่วมกับโบสถ์ที่เวอร์จิเนียตะวันตก และฟิลาเดลเฟีย โดยมีการนำเอาดอกคาร์เนชั่นสีขาวซึ่งเป็นดอกไม้ที่นางแอนนาชื่นชอบมาเป็นสัญลักษณ์ของงาน และยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของการเฉลิมฉลองวันแม่ในฐานะของวันสันติภาพและวันแม่

 ตัวอย่างกรณีวันแม่ที่กระจายไปทั่วโลกก็คือ ญี่ปุ่นที่วันแม่แห่งชาตินั้นถือตามอเมริกา และต่อมาเลิกจัดเพราะมองว่าเป็นอิทธิพลของตะวันตก แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองก็มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับมารดาที่สูญเสียลูกไปในสงคราม

 นับได้ว่าหลายประเทศในโลกนั้น สันติภาพกับความเป็นแม่เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกจากกันไม่ได้