ข่าว

ท่องแดนราชการ

ท่องแดนราชการ

12 ส.ค. 2553

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับราชการซ่อนอยู่ในหน้าในๆ ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แต่แม้เป็นข่าวเล็กๆ แต่ก็ชวนให้คิดและติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงราชการซึ่งต้องยอมรับว่าสำหรับประเทศไทยนั้นเป็นองค์กรหลักในการบริหารบ้านเมืองและมีผลต่อปากท้องของประชาชนโดย

 ข่าวเล็กๆ ที่ว่านั้นคือการเปิดสอบคุณสมบัติขั้นต้นของผู้จะเข้ารับราชการโดยทางการได้เปิดสนามสอบขึ้นหลายจังหวัดปีละครั้งเดียว ปีนี้มีคนสมัครถึง 7 แสนคน และตำแหน่งที่จะว่างก็จะมีเพียงแค่ 3,000 คน ดังนั้นถ้าภาคเอกชนไม่มีตำแหน่งงานว่างที่จะรับได้ 6 แสนกว่าคนก็จะต้องตกงาน

 ผู้สมัครเข้า 7 แสนคนนี้ ตามข่าวแจ้งว่าบางคนก็เป็นผู้จบการศึกษาใหม่ บางคนก็ทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนแล้ว แต่ไม่แจ้งว่ามีจำนวนเท่าไรที่มีงานทำอยู่แล้วและไม่มีรายละเอียดให้ชาวบ้านเราได้ทราบว่าผู้สมัครสอบ 7 แสนคนนี้วุฒิการศึกษาระดับไหน เท่าใด ฉะนั้นเรื่องที่จะพูดต่อไปจึงต้องอนุมานเอา ผิดถูกอย่างไรผู้เกี่ยวข้องก็ช่วยออกมาชี้แจงภายหลังด้วย

 ประเด็นแรกอนุมานว่าผู้ที่สมัครสอบนั้นต้องเป็นบัณฑิตใหม่ (ปริญญาตรี) จากมหาวิทยาลัยปิด มหาวิทยาลัยเปิด จากมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ ผลิตบัณฑิตที่คุณภาพต่ำและไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานออกมามากมาย ทั้งนี้ เพราะมหาวิทยาลัยกลายเป็น “ธุรกิจ” อย่างหนึ่งที่ไม่ได้หวังผลในคุณภาพของนักศึกษาหรือความต้องการของตลาดแรงงาน

 ขณะนี้จะเห็นโดยทั่วไปว่าบัณฑิตหลายคนได้งานทำต่ำกว่ามาตรฐานความรู้ขั้นปริญญา เช่น พนักงานบริการตามโรงแรม 4-5 ดาวต่างๆ มีจำนวนมากที่มีวุฒิปริญญาตรี อันว่าการลงทุนผลิตบัณฑิตนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งจากรัฐและจากครอบครัวนักศึกษาเป็นจำนวนสูงมาก (บางครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสินมาส่งลูกเรียน) ดังนี้การส่งเสริมให้ผลิตบัณฑิตมากๆ นั้นถูกต้องแล้วหรือควรที่สังคมและรัฐจะต้องทบทวนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โปรดสังเกตว่าแรงงานในระดับอาชีวะและวิทยาลัยเทคนิคนั้นเรากำลังขาดแคลนมาก

 อีกเรื่องหนึ่งเคยมีผู้กังวลว่าจะหาคนดีๆ ทำราชการไม่ได้เพราะเงินเดือนต่ำแต่ตัวเลขการสมัครสอบครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ ก็ตามได้บ่งชัดว่ายังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการรับราชการ ทั้งนี้เพราะอาชีพราชการนั้นให้ความมั่นคงและให้สวัสดิการเพียบครอบคลุมไปถึงพ่อแม่ลูกเมีย และมีโอกาสก้าวหน้าได้เป็นตำแหน่งใหญ่โตมีอำนาจ มีคนนับหน้าถือตาดียิ่งกว่าไปเป็นลูกจ้างบริษัทเงินเดือนแพงๆ ซึ่งยังเป็นค่านิยมฝังหัวคนไทยทั่วไปอยู่ ดังนี้ถ้ารัฐบาลใดมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ชัดก็จะเป็นโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลข้าราชการได้หลายทาง ไม่ใช่เพียงแต่จะหาวิธีเอาเงินไปแจกเป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตกได้คนละเล็กละน้อยเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างที่รัฐบาลยุคหลังๆ นี้ชอบปฏิบัติกัน

 เรื่องปากว่าตาขยิบอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลหลายยุคชอบปฏิบัติกันคือ ปากพูดว่าจะลดขนาดราชการให้เล็กลง แต่ในทางปฏิบัติกลับไปขยายหน่วยงานอย่างอื่นเรียกว่า “องค์การมหาชน” ความจริงก็คือส่วนราชการนั่นเอง แต่ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการอ้างว่าจะให้คล่องตัวเหมือนกับภาคเอกชน ฉะนั้นจึงเป็นแหล่งที่เกิดการรั่วไหลสิ้นเปลืองการใช้ภาษีอากรของประชาชนเป็นอันมากเพราะองค์การมหาชนนั้นไม่มีเจ้าของ ไม่เหมือนบริษัทห้างร้านเอกชนซึ่งมีเจ้าของคอยดูแล ฉะนั้นสมควรบังคับให้องค์การมหาชนต้องโฆษณาผลงานประจำปีของตนทั้งงบรายได้รายจ่าย งบลงทุนให้ประชาชนทราบทางหน้าหนังสือพิมพ์ทุกครึ่งปี

 จะเห็นได้ว่าปัญหาต่างๆ ในบ้านเมืองเรานั้นถ้าทำงานเป็นคงแก้ได้ทุกเรื่อง

นายหนูใหญ่ [email protected]