ข่าว

ผู้ส่งออกอุตฯ อาหารผวาเงินบาทแข็งอ้อนผู้ว่าการ ธปท.ใหม่ผ่อนเกณฑ์จ่ายค่าระวังเรือ

ผู้ส่งออกอุตฯ อาหารผวาเงินบาทแข็งอ้อนผู้ว่าการ ธปท.ใหม่ผ่อนเกณฑ์จ่ายค่าระวังเรือ

11 ส.ค. 2553

ผู้ส่งออกกังวลเงินบาทแข็งโป๊ก เตรียมทำหนังสือถึงผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ แก้ปัญหาขอจ่ายค่าระวางสินค้าทางเรือเป็นเงินดอลล์ วอนรัฐช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารส่งออก ด้านกรมส่งเสริมการส่งออกเร่งปรับบทบาทใหม่ รับระยะยาวต้องลดพึ่งพาการส่งออก

 นายไพบูลย์ พลสุวรรณา กรรมการผู้จัดการ บริษัทธารสมุทรฟู้ด และประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ผู้ส่งออกมีความกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาท จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป และยังได้เตรียมทำหนังสือเพื่อยื่นต่อนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ขอหารือให้เร่งแก้ปัญหาภาระการจ่ายค่าระวางสินค้าทางเรือ โดยขอให้สามารถจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศได้ทันที จากปัจจุบันกฎของ ธปท.กำหนดให้การทำธุรกรรมในประเทศไทยต้องชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น

 "ตอนนี้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ามาก โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร เพราะใช้วัตถุดิบในประเทศ ทำให้มีต้นทุนค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% และเมื่อส่งออกได้รับเงินเป็นดอลลาร์ แลกเป็นเงินบาทก็ขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก ส่วนเรื่องค่าระวางก็มีต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนถึง 2 ต่อ" นายไพบูลย์กล่าว

 นายไพบูลย์ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร แม้ว่าจะมีสัดส่วนเพียง 12-13% ของมูลค่าส่งออกรวม แต่ก็มีการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเติบโต 12% จากยอดส่งออก 8 แสนล้านบาท ดังนั้นควรที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้ก้าวหน้าและชิงความได้เปรียบจากการที่ไทยไม่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ

 นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ได้กำชับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 61 แห่ง รับนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปรับเป้าหมายการส่งออกของไทยใหม่จากเดิมที่ตั้งไว้ 14% เป็น 20% พร้อมทั้งให้ปรับแนวคิดและระบบการทำงานใหม่ เพื่อให้สอดรับกับการขยายบทบาทของกรม ตามความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงด้านการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ให้ขยายเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนในด้านอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศยุคใหม่ เพื่อการขับเคลื่อนการส่งออกควบคู่ไปกับการพัฒนาตลาดภายในประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 ทั้งนี้ กรมได้ปรับบทบาทให้สอดคล้องตาม โดยจะแบ่งตลาดตามระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ เป็น 3 กลุ่มชัดเจน คือตลาดที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นสูง ตลาดที่มีศักยภาพและอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง และตลาดที่มีการขยายตัวระดับรอง และมีแผนการจัดกิจกรรมด้านการตลาดส่งออกที่สำคัญรวม กว่า 20 กิจกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาตลาดภายในประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาภาคส่งออกในระยะยาว ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพี รวมถึงการปรับทัศนะของผู้ประกอบการให้ขยายมิติทำตลาดเป็นตลาดอาเซียนเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)