
ท้องถิ่นยุคใหม่ต้อง "หาเงิน" เป็น สถ.แนะปรับตัวรับ พ.ร.บ.ที่ดินฯ
ความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และก้าวย่างอย่างมั่นคงยิ่งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่เพื่อก้าวย่างที่มั่นคงอย่างยั่งยืน จึงต้องพัฒนารูปแบบการดำเนินงานของ อปท.ให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จึงจัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ยุทธศาสตร์การบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล" ตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
งานนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (ปลัด อบต.) และรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (รองปลัด อบต.) ทั่วประเทศเข้าร่วมการสัมมนากว่า 2,500 คน
ทวีศักดิ์ ศรีทองกิตติกุล ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้เปิดกว้างให้ อปท. โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีอำนาจในการบริหารจัดการกว้างขึ้นในการบริหารบุคคล
อย่างไรก็ตาม การบริหารงานบุคคลของ อปท.จะต้องมีการจัดตั้ง "องค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม" ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรม และจริยธรรมในการบริหารงานบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด
จุดมุ่งหมายในการสัมมนาครั้งนี้ คือ มุ่งให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทราบถึงบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และทราบถึงทิศทางและแนวทางการแก้ไขกฎหมายการบริหารงานบุคคลของ อปท. ทั้งยังให้ความรู้เพื่อให้ข้าราชการท้องถิ่นเข้าใจบทบาทของตัวเองมากขึ้น
วัลลภ พริ้งพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวชื่นชมก้าวย่างของท้องถิ่น ขณะกล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษเรื่อง "การบริหารงานท้องถิ่นในนามนโยบายของรัฐบาล" ว่า ขณะนี้สมาพันธ์ปลัด อบต.ได้ดำเนินการมากว่าทศวรรษ จนกลายเป็นสมาพันธ์ปลัด อบต.แห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่ามีพัฒนาการที่เข้มแข็งขึ้นในฐานะผู้แทนองค์กรท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำให้ประชาชนมีความสุข
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเน้นย้ำสิ่งที่ท้องถิ่นต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น คือ แผนการบริหาร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงิน ด้านระบบการบริหารงาน และด้านการบริหารงานบุคคล
โดยเฉพาะ "การบริหารด้านการเงิน" ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ อปท.จะต้องทำความเข้าใจ เนื่องจากแต่ละปีมีงบประมาณจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น
ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2541 ท้องถิ่นได้รับงบอุดหนุนงบประมาณ 9 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2551 ท้องถิ่นกลับมีงบประมาณมากขึ้นถึง 4 แสนล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 300-400% เลยทีเดียว
ทว่า ในส่วนที่เป็นรายได้จากการจัดเก็บของท้องถิ่นเองกลับพบว่า มีแนวโน้มที่เริ่มจะ "อิ่มตัว" แล้ว ดังนั้น อปท.จะต้องมองหาการจัดเก็บรายได้อื่นๆ เพิ่มเติม โดยให้ดูต้นแบบจากการจัดเก็บจากองค์กรใกล้เคียงว่ามีอะไรที่สามารถจัดเก็บภาษีได้อีกบ้าง
“ขณะนี้รัฐบาลกำลังร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น ท้องถิ่นต้องเตรียมพร้อม เพราะหาก พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวผ่านการเห็นชอบ และนำมาใช้ ก็จะต้องมีการยกเลิกการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ และหันมาใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้แทน ซึ่งองค์กรท้องถิ่นจะต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีใหม่ ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้จาก 7% ขยับเป็น 15%” รองอธิบดี สถ.กล่าวย้ำ
รองอธิบดี สถ.เน้นย้ำด้วยว่า รูปแบบการจัดสรรงบประมาณของส่วนกลางจะต่างกับการจัดสรรรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ดังนั้น ท้องถิ่นจะต้องเรียนรู้การบริหารด้านการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อนำไปปรับให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการภายในท้องถิ่นในอนาคต
รองอธิบดี สถ.แจกแจงเพื่อให้เห็นภาพการจัดสรรงบประมาณชัดเจนขึ้นว่า การจัดสรรงบให้ท้องถิ่นรัฐบาลจะจัดสรรแยกเป็นงบด้านต่างๆ เช่น ภาษี รัฐบาลกลางจะทยอยให้รายเดือน ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) รัฐบาลจะทยอยให้ราย 2 เดือน
ขณะที่งบอุดหนุนจะส่งให้ท้องถิ่นทุกไตรมาส ดังนั้น ท้องถิ่นจะต้องวางแผนการบริหารจัดการงบประมาณให้ถูกต้อง เพราะอาจกระทบกับนโยบายการบริหารงานของท้องถิ่นได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังฝากให้ท้องถิ่นดำเนินการแผนงานงบกลางเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการใช้งบประมาณ 3 ด้าน คือ
1.นโยบายการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งท้องถิ่นจะต้องจัดสรรให้ไปก่อน แต่พบว่าในช่วงที่ผ่านมามีการจ่ายเบี้ยยังชีพในลักษณะ "รวมจ่ายย้อนหลัง" ซึ่งไม่สามารถทำได้
2.นโยบายการจ่ายค่าตอบแทน อสม. โดยรัฐบาลจะจัดสรรผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
3.นโยบายเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 15 ปี ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการผ่าน อปท. และให้ อปท.รับไปดำเนินการในท้องถิ่นของตน
ชัดเจนว่า วาระของรัฐบาลในภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองเช่นนี้ มุ่งกระตุ้นการใช้งบประมาณผ่านไปยังแต่ละท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน ท้องถิ่นก็ต้อง "ปรับตัว" ในการหารายได้เข้าคลัง เพื่อช่วยรัฐบาลอีกทางด้วย เพราะลำพังจะพึ่งพารายได้จากการส่งออก และการท่องเที่ยวอย่างที่ผ่านมา คงไม่ทันกับสารพัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจของรัฐบาล
ปัญหา คือ ยุทธศาตร์การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลจะ "ทันการณ์" กับภาวะเศรษฐกิจ และการเมือง ที่กำลังบีบรัดรุนแรงมากขึ้นทุกขณะได้แค่ไหน
ที่สำคัญอีกอย่าง คือ ท้องถิ่นจะสามารถสนองตอบนโยบายของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง และถูกใจเพียงใดในภาวะคล้าย "เกียร์ว่าง" เมื่อข้าราชการทุกภาคส่วนกำลังชะลอคันเร่ง เพื่อรอดูท่าทีก่อนว่า ท้ายที่สุดแล้วสีใดกันแน่ที่จะสถาปนาอำนาจได้อย่างมั่นคงมากกว่ากัน
เอกราช มูเก็ม



