
สั่งเด้ง หน.อุทยานฯ แก่งกรุง
"อธิบดีกรมอุทยานฯ" สั่งย้าย หัวหน้าอุทยานฯ แก่งกรุง เข้าประจำส่วนอุทยานแล้ว หลังตำรวจสนธิทหาร เข้าตรวจสอบพบพื้นที่อุทยานฯ แก่งกรุง ถูกทำลายไปกว่า 4,000 ไร่ ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ ยันหากมีหลักฐานว่า ข้าราชการท้องถิ่น เข้าไปเกี่ยวข้องพร้อมสั่งปลดทันที "สุวิทย์"
ความคืบหน้ากรณี พ.ต.อ.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบก.หน.ศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8 สนธิกำลังทหาร จากค่ายวิภาวดีรังสิต กว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 16 จุด ในพื้นที่ ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ และ ต.ปากหมาก ต.โมถ่าย อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และจับกุมตัว นายอุตสาห์ อินทคีรี หรือผู้ใหญ่เท่ง อายุ 43 ปี ผู้ใหญ่บ้านทับทหาร หมู่ 24 ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ นายปิยะชัย คหวงศ์ อายุ 44 ปี สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ประสงค์ นายโรม ทิพย์เสนวงศ์ อายุ 64 ปี กำนัน ต.โมถ่าย อ.ไชยา นายทรงเดช เพชรย้อย อายุ 39 ปี ลูกเขยนายโรม และนายเสรี พรหมพฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังได้รับการร้องเรียนว่า บุคคลดังกล่าวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง กว่า 4,000 ไร่ โดยเฉพาะภูเขาบริเวณบ้านทับทหาร พื้นที่กว่า 200 ไร่ และมีการตัดถนนขึ้นไปยังยอดเขา แล้วมาทำการจัดสรรเป็นแปลง มีการออกหนังสือ ภบท.5 หรือหนังสือภาษีบำรุงท้องที่ ก่อนเสนอขายให้กลุ่มนายทุน
นายประชา เตรัตน์ ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับข้าราชการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. หากมีหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะให้พ้นจากตำแหน่งไว้ก่อน พร้อมแจ้งข้อหาดำเนินคดีทันที
พล.ต.ต.เทศา ศิริวาโท ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีผู้ต้องหาที่จับกุมได้ เบื้องต้นดำเนินคดีในข้อหามีอาวุธปืนไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหากมีการระบุถึงหรือมีพยานหลักฐานพร้อมที่จะดำเนินคดีเช่นกัน
นายฉัตรชัย พราหมณ์แก้ว ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีคำสั่งย้าย นายสุรวุฒิ มุทธมุสิก หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง เข้าประจำที่ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 สุราษฎร์ธานี พร้อมแต่งตั้งให้นายบัณฑิตย์ บุญสุข ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานฯ ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทน
มีรายงานแจ้งว่า จากการรวบรวมหลักฐาน เจ้าหน้าที่ได้เทปบันทึกเสียงระหว่างกลุ่มนายหน้าซื้อขายที่ดิน ที่มีการเจรจาจ่ายผลประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ 2 แสนบาท หลังจากมีการตกลงซื้อขายที่ดินมูลค่า 5 ล้านบาทสำเร็จ
นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาอิทธิพลในท้องถิ่นมาก เมื่อปีที่แล้วมีเจ้าหน้าที่อุทยานถูกยิงตายไป 2 คน ส่วนนายสุรวุฒิ สุทธมุสิก หัวหน้าอุทยานฯ พร้อมกับช่างรังวัดอีก 1 คน ได้สั่งย้ายให้ไปประจำการที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม ฐานปล่อยให้มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียน ก่อนที่จะสนธิกำลังเข้าไปจับกุม พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบ หากมีหลักฐานว่า มีส่วนร่วมกับขบวนการรุกป่า หรือละเลยต่อปัญหา จึงจะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ตนให้ความสำคัญ เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่ระบุว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในปัจจุบันเหลืออยู่ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด หากตรวจสอบกันอย่างละเอียดและชัดเจนจะยังคงมีป่าเท่าเดิมหรือไม่ เพราะจากการที่เข้าไปจับกุมการรุกป่าแม่ระมาดที่ จ.ตาก ที่มีการลักลอบตัดไม้สักและตั้งหมู่บ้านโรงเลื่อยกันในเขตป่า ทำให้เป็นห่วงว่าขบวนการตัดป่ารุกป่ายังคงมีอยู่ และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงแต่งตั้ง ศปท.เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแจ้งเบาะแสรุกพื้นที่ และแจ้งเรื่องไฟป่า โดยจะนำเทคโนโลยีดาวเทียมเข้ามาช่วยตรวจสอบสภาพปัญหา ซึ่งปรากฏว่าเพียงแค่เดือนกว่าๆ มีการแจ้งเบาะแสเข้ามามากถึง 57 ครั้ง และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น
“หากไม่สามารถพิสูจน์แนวป่า หรือจำแนกแนวเขตป่าให้ชัดเจนได้ และปล่อยให้มีการตั้งหมู่บ้านในเขตป่าต้นน้ำ ก็จะไม่สามารถรักษาป่าไว้ได้ ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทำการสำรวจและจำแนกแนวเขตที่ดิน ของรัฐ (Reshape) โดยเฉพาะพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยจะใช้ภาพถ่ายทางอากาศในอดีตตั้งแต่ปี 2494 ก่อนการประกาศเขตป่าสงวน และเขตอุทยานมาเทียบกับพื้นที่ที่มีการตั้งหมู่บ้านในเขตป่าว่ามีการขยายแนวเขตออกไปมากน้อยแค่ไหน เพราะขณะนี้มีแผนที่ละเอียดขนาด 1:4000 แล้ว โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำและอ่อนไหวที่จะเสี่ยงต่อการบุกรุก จะต้องย้ายออกทันทีหากพบว่ามีการรุกป่าเพิ่มเติม ทั้งนี้ประเมินว่าถ้าตรวจสอบกันจริงน่าจะมีหมู่บ้านในป่ามากกว่า 2,000 แห่ง” นายสุวิทย์ กล่าว
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า หากพิสูจน์ได้ว่าชาวบ้านเข้าไปอาศัยอยู่ก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยาน ก็จะให้เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจะเร่งตรวจสอบในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบที่ดินทั่วประเทศกว่า 4.2 แสนไร่ ได้ภายใน 2 ปี โดยในส่วนที่ ทส.ดูแลอยู่จะเป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์ และเขตพื้นที่ป่า ทั้งนี้เตรียมเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบดำเนินการรีเชฟครั้งนี้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้บริหารจัดการ การลงสำรวจพื้นที่ การแบ่งแยกแปลง การกันพื้นที่ออก และปักเขตพื้นที่ให้ชัดเจน



