
ขยายปม-"ยืมมือกกต.เชือดประชาธิปัตย์"
ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ "คนเสื้อแดง" นำโดย "แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ได้นัดรวมพลครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง
ไทกร พลสุวรรณ" หัวหน้ากลุ่มอีสานกู้ชาติ เป็นหนึ่งในผู้คร่ำหวอดในสนามการเมืองการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของ "ไทกร" นั้น ได้กระโดดขึ้นไปบนเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมเปิดโปงระบอบทักษิณ
"ไทกร" วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า การรวมพลคนเสื้อแดงครั้งนี้ถือเป็นนัดแตกหักวัดเรตติ้งแฟนตัวจริงคนรักทักษิณ เพราะขณะนี้เงินที่ใช้จ่ายในม็อบเปลี่ยนไปจากการให้เป็นรายหัว เปลี่ยนเป็นจ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมาชุมนุม เพื่อคัดเลือกแฟนพันธุ์แท้ทักษิณตัวจริงเท่านั้น
"ทักษิณต้องการแฟนพันธุ์แท้จริงๆ ลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเขาและพรรคเพื่อไทยจริงๆ จะมีจำนวนเท่าไหร่ไม่เป็นสาระ ซึ่งเขาก็ประเมินคนเสื้อแดงที่จะมาร่วมชุมนุม ต่อสู้ไปสู่เป้าหมายน่าจะมากกว่า 5 หมื่นคน แต่ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าให้ได้คนจากภาคเหนือและภาคอีสานรวมแล้ว 3 แสนคน"
อย่างไรก็ตาม "ไทกร" มองว่า การรวมพลครั้งนี้บนเวทีจะเป็นการนำหัวข้อในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมาพูดบนเวทีนี้อีกครั้ง จะปลุกเร้าโดยพยายามสร้างกระแสให้เห็นว่า กกต.ยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว ยุบพรรคพลังประชาชนแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาพรรคประชาธิปัตย์ กกต.กลับไม่ยอมทำอะไร ดังนั้น กลุ่มคนเสื้อแดงต้องไปกดดัน กกต. โดยใช้พลังมวลชนเหล่านี้กดดันให้กกต.ทำงานเร็วขึ้น
“เขาเรียกว่ายืมดาบของศัตรูฆ่าศัตรู คือ ใช้กกต.ฆ่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยก็จะไม่ต้องรับผิดชอบอาจมีการไปยื่นเรื่องกดดันกกต. หากเห็นว่ากกต.ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้” ไทกร กล่าว
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง "ไทกร" มองว่า รัฐบาลประมาทดูถูกการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง หรืออาจจะไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับกลุ่มคนเสื้อแดง แทนที่จะตั้งคนที่มาดูแลเรื่องมวลชนโดยเฉพาะกลับไม่ทำ เพราะการเมืองขณะนี้เหมือนกับรัฐบาลกำลังเจอปัญหาต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มมวลชน
"ไทกร" มองว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นต้องเร่งทำงานด้านมวลชนให้มากกว่านี้ อย่ามัวแต่เร่งทำผลงานอัดฉีดเม็ดเงิน เพื่อหวังผลเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจเสียงทักท้วง
สำหรับจุดเปลี่ยนที่จะทำให้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ต้องตัดสินใจยุบสภา หากว่ากลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวปั่นป่วนรัฐบาลอยู่อย่างนี้สักระยะหนึ่ง ถ้าไม่สามารถทำงานและสั่งการใดๆ ได้ ก็จะตัดสินใจยุบสภา ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสิน เรื่องเงินบริจาคเข้าพรรค จำนวน 258 ล้านบาท และเงินสนับสนุนพรรคการเมือง จากกกต. จำนวน 23 ล้านบาท
"สาเหตุที่ผมบอกประชาธิปัตย์อาจตัดสินใจยุบสภาเพราะ ต้องการชูคุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในการหาเสียงให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้กรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เมื่อพิจารณาแล้วจึงเห็นว่าน่าจะใช้คุณอภิสิทธิ์ในการหาเสียง แล้วครั้งนี้จะต้องให้ได้จำนวนส.ส.มากที่สุด จะต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประชาธิปัตย์มี ช่วยให้ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด แล้วรีบจัดตั้งรัฐบาล"
"ไทกร" มองว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบไป และกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ แต่โครงสร้างของรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ยังคงอยู่ ถ้าส.ส.คนไหนอยู่ในพวกที่จะมีปัญหา เขาก็จะจับโยนเข้าอยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ หรือก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยตัดสิน ก็จะให้ส.ส.ลาออกจากกรรมการบริหารพรรค เหมือนกรณีพรรคพลังประชาชน แล้วก็จะเลื่อนลำดับขึ้นไป ตนมั่นใจว่าเมื่อเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์ก็นับถอยหลังยุบสภาได้เลย
นอกจากนี้ "ไทกร" กล่าวว่า หากการตัดสินตามรูปคดีแล้วทำให้เกิดการยุบพรรคประชาธิปัตย์ โครงสร้างทางการเมืองของประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โครงสร้างทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร โครงสร้างทางการเมืองในภาคใต้ โครงสร้างทางการเมืองในกทม. ภาคกลางและภาคตะวันออกทั้งหมดจะเปลี่ยน และโครงสร้างทางการเมือง ก็จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างของข้าราชการด้วย อาจจะต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่
"ไทกร" กล่าวทิ้งท้ายว่า เดิมพันครั้งนี้ของประชาธิปัตย์สูงมาก ถ้าครั้งหน้าแพ้เลือกตั้งอีก ไม่มีอะไรมาอ้างได้แล้ว เพราะที่ผ่านมานักการเมืองและทหารบางส่วนก็แบ็กอัพให้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นประชาธิปัตย์บริหารประเทศแบบหน้ามืดตามัว เพราะถูกกดดันจากปัญหารอบด้าน
ยศวดี หงษ์ทอง



