
ผบช.ภาค3สั่งเตรียมกำลังพร้อมหนุนช่วยพระวิหาร
สถานการณ์พระวิหารยังปกติ ชาวบ้านจี้รัฐยุติปัญหาหลังกระทบวิถีชีวิต เครือข่ายภาคประชาชน ยืนยันจุดยืนเรียกร้องให้ รบ.ยกเลิกเอ็มโอยู พร้อมหนุนใช้มาตรการอื่นจัดการกัมพูชา ยึดวิธีทางการทูตไม่ได้ผล วีระ ขอดูท่าทีรัฐก่อนรวมพลชุมนุมที่พระวิหาร
วันที่ 10 ส.ค.53 บรรยากาศทั่วไปบนถนนสายกันทรลักษ์ - บริเวณหน้าด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียม อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ได้มีการตั้งด่านสกัดของทหารเพิ่มจากเดิม 2 จุด คือด่านตรวจที่หน้าหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 และที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย จากเดิมที่มีเพียง 2 ด่านคือหน้าสถานีควบคุมไฟป่า และที่ด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมฯ ทั้งนี้จากการสอบถามทราบว่าเนื่องจากทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงมีความเป็นห่วงว่าหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมฯนำโดยนายวีระ สมความคิด ได้ยุติการชุมนุมที่กรุงเทพฯแล้วอาจจะมีมวลชนบางกลุ่มที่อาจจะเคลื่อนมวลชนมาชุมนุมต่อที่เขาพระวิหาร เพื่อความไม่ประมาทจึงได้มีคำสั่งให้ตั้งด่านสกัดเพิ่มขึ้นอีก 2 ด่านรวมเป็น 4 จุดดังกล่าว
นางม้วย อุดมรัตน์ ชาวบ้าน บ.โนนวันชัย ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตอนนี้บ้านที่อาศัยอยู่ อยู่ห่างจากชายแดนไม่ถึงกิโลเมตร ซึ่งบ้านโนนวันชัย เดิมชื่อบ้านโนนขาขาด เพราะมีคนที่มาอาศัยอยู่เข้าไปเก็บหาของป่าแล้วเหยียบกับระเบิดขาขาดเป็นจำนวนมาก ต่อมาคนขาขาดส่วนใหญ่ได้อพยพไปทำงานและย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ตอนนี้ในหมู่บ้านเหลือคนขาขาดเพียง 2 คน จึงได้เปลี่ยนชื่อบ้านเป็นบ้านโนนวันชัย มีจำนวน 30 ครัวเรือน ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ขณะนี้ไม่ค่อยมีความสุขนัก เพราะเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์
“แม้จะไม่รู้อะไร เพราะชินแล้วกับเหตุการณ์ตามแนวชายแดน หากเกิดการสู้รบขึ้น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อเรื่องนี้ก็อยากให้เร่งจัดการให้ชัดเจน จะรบก็รีบรบ จะได้อพยพออกไปกินข้าวหลวงฟรี แต่ถ้าเจรจากันได้ก็จะดี เพราะไม่อยากให้กลับไปใช้ชื่อหมู่บ้านขาขาดเหมือนเดิมอีกแล้ว” นางม้วยกล่าว
เช่นเดียวกับ น.ส.ศันสนีย์ สินศิริ นักเรียน ร.ร.ภูมิซรอลวิทยาลัย ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า รู้สึกเฉย ๆเพราะทหารเขาบอกว่ายังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงไม่รู้สึกอะไร อยากฝากไปถึงรัฐบาลว่าให้เร่งหามาตรการทำให้คนไทยสามัคคีกันและอยากให้ช่วงแก้ปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนี้ให้แล้วเสร็จเร็ว ๆ จะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียที
เครือข่ายภาคประชาชน ยืนยันจุดยืนให้รบ.ยกเลิกเอ็มโอยู
เมื่อเวลา 11.00 น. เครือข่ายภาคประชาชน มีการประชุมหารือกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ประกอบด้วย นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระ ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตทนายความฝ่ายไทยในคดีเขาพระวิหาร พ.ศ.2503-2503 นายวีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์ อดีตคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ม.ล.วัลวิภา จรูญโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญสถาบันไทยคดีศึกษา จากนั้น เวลา 13.00 น. แถลงบันทึกเครือข่ายภาคประชาชน กรณีข้อเท็จจริงกรณีปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ 10 ข้อ มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้ เครือข่ายภาคประชาชน ยังคงยืนยันที่จะให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ซึ่งตามที่นายอภิสิทธิ์ อ้างว่าเอ็มโอยู 2543 มีประโยชน์เพียงเพื่อให้รู้ว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดตามเอ็มโอยู 2543 ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำหนังสือประท้วงไปไม่น้อยกว่า 20 ครั้ง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการถูกรุกล้ำอธิปไตยและเข้ายึดครองดินแดนไทยได้ จึงเป็นเหตุสมควรที่จะยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญาปี ค.ศ.1969 ได้ในทันที
รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงอำนาจอธิปไตยของไทยในพื้นที่ที่ถูกรุกล้ำนอกเหนือจากมาตรการทางการทูตและการทหาร เช่น การทำหน้าที่ของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง การทำหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย การจัดเก็บภาษีต่างๆ ของกระทรวงการคลัง ตลอดจนใช้กำลังทหารในการผลักดัน เพื่อปกป้องรักษาดินแดนและอธิปไตยของไทย อีกทั้งหากยกเลิกเอ็มโอยู 2543 แล้ว ไทยไม่ได้เสียประโยชน์แต่อย่างใดและยังสามารถใช้ประโยชน์ในการอธิบายกับนานาชาติได้ว่าสาเหตุในการยกเลิกเพราะมีเหตุสืบเนื่องมาจากการละเมิดเอ็มโอยู 2543 ของฝ่ายกัมพูชา และถึงแม้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 แล้ว เขตแดนไทยตามสันปันน้ำบริเวณทิวเขาดงรักก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ขณะเดียวกันเรียกร้องให้รัฐบาลทำการประท้วงและทำหนังสือแจ้งไปยังองค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการมรดกโลก และยูเนสโก ถึงกรณีที่กัมพูชาเป็นฝ่ายรุกล้ำอธิปไตยและเข้ายึดครองดินแดนไทยเป็นผู้จะเริ่มใช้ความรุนแรงก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการตอกย้ำว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกครั้งนี้ เป็นการทำลายสันติภาพในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน
ศ.ดร.สมปอง กล่าวว่า ปัญหากรณีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพิพักษ์รักษาอธิปไตยเหนือดินแดนภายในเขตแดนของเรา ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมร่วมกันโดยจัดทำเป็นสนธิสัญญาหรืออนุสัญญา ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงโดยฝ่ายเดียวจะจัดทำได้ ซึ่งขณะนี้เป็นที่ชัดเจนว่าแผนที่ฉบับที่เกี่ยวข้องผิดอย่างมากมายหลายแห่ง และในคณะกรรมการปักปันผสมได้หารือกันเมื่อปี ค.ศ.1906-1907 ชี้ให้เห็นแล้วว่าบริเวณปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บริเวณขอบหน้าผาคือเส้นเขตแดน ไม่ใช่แผนที่หรือแผนผังหรือเส้นอื่นใดมาลบล้างเส้นสันปันน้ำได้ เพราะเป็นเขตแดนตามธรรมชาติ ส่วนการกระทำปักปันในที่อื่นเป็นคนละเรื่องและไม่เกี่ยวกับบริเวณที่มีข้อพิพาทและไม่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน ทั้งนี้ มั่นใจรัฐบาลไทยจะสามารถปกป้องรักษาเขตแดนอำนาจอธิปไตยของไทยได้ โดยใช้อำนาจอธิปไตยในรูปแบบต่างๆ ไม่จำกัดเฉพาะการเจรจาทางการทูตและทางการทหาร แต่ขณะนี้กำลังเข้าสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง ขณะที่ยูเนสโกกำลังปฏิบัติการที่ขัดต่อธรรมนูญในการก่อตั้ง ดังนั้นนอกจากการถอนตัวจากยูเนสโก แต่ควรมาคิดว่าจะให้ยูเนสโกปฏิบัติการในไทยต่อไปหรือไม่
ม.ล.วัลวิภา กล่าวว่า หากเราไม่คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก จะกลายเป็นการยอมรับกระบวนการขึ้นทะเบียน และจะนำไปสู่การยอมรับของนานาชาติ รวมทั้งกรณีที่รัฐสภาได้นัดประชุมเพื่อพิจารณารายงานการประชุมเรื่องกรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ตลอดแนวในกรอบของคณะกรรมาธิหารเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ เราจำเป็นจะต้องคัดค้านให้ถึงที่สุด
นายวีระ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ตนไม่เห็นด้วยที่จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นการแก้ปัญหาได้ เพราะที่ผ่านมาเราใช้วิธีทางการทูตมามากแล้ว แต่ไม่มีผลเลย ที่สำคัญปัญหากลับบานปลายมาเป็นเวลานาน หากเราปล่อยให้กัมพูชาส่งคนเข้ามาในพื้นที่มากขึ้นการจะเอาดินแดนคืนจะเป็นไปได้ยาก เพราะการใช้วิธีเจรจาจะไม่มีวันสำเร็จ ในที่สุดแล้วจะต้องมีการใช้กำลัง กระทรวงต่างประเทศไม่เคยทำการประท้วงกัมพูชา สำหรับการเคลื่อนไหวต่อไปนั้น เบื้องต้นจะรอดูท่าทีของฝ่ายรัฐบาลก่อน จากนั้นจึงจะนัดประชุมเครือข่ายภาคประชาชนทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีการรวมตัวชุมนุมกันในพื้นที่เขาพระวิหารก็ได้
นายวีรันธุ์ กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ตนจะนำทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เพื่อหาหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์และวรรณคดี ที่บริเวณเขาพระวิหาร เพื่อมาใช้เป็นหลักฐานในการช่วยเหลือรัฐบาลต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขอจัดสรรงบประมาณจากกรมศิลปากรอยู่
นายเทพมนตรี กล่าวว่า จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตนยังติดใจนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ตอบคำถามว่าเหตุใดจึงไปเซ็นลงนามรับรองแผนร่วมกับนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ ผอ.ใหญ่ยูเนสโก
ผบช.ภาค3สั่งเตรียมกำลังพร้อมหนุนช่วยพระวิหาร
ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่า ว่า จนถึงขณะนี้ในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 ทั้ง 8 จังหวัด ซึ่งประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และยโสธร ยังคงมีการประกาศบังคับใช้ พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใน 2 จังหวัด คือ จ.นครราชสีมา และจ.อุบลราชธานี
ทั้งนี้เนื่องจากในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบมีการก่อคดีเผาศาลากลาง และมีเหตุความรุนแรงในพื้นที่ ส่วน จ.นครราชสีมา นั้นถือเป็นประตูหน้าด่านที่จะเข้า - ออก ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ต่อไป
ส่วนเรื่องของการพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.หลังจากนี้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทางรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.จะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 3 มีหน้าที่เพียงการรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในพื้นที่ ร่วมกับทางฝ่ายปกครอง และฝ่ายทหารในพื้นที่ เพื่อรายงานต่อทางรัฐบาลและ ศอฉ. ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังพบว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนบางกลุ่ม แต่เป็นเพียงการนัดพบปะสังสรรค์เท่านั้น ยังไม่มีสัญญาณบอกเหตุที่จะมีการก่อความรุนแรงในพื้นที่แต่อย่างใด
ส่วนการดำเนินคดีกับกลุ่ม นปช.ในพื้นที่ที่ก่อเหตุความไม่สงบ ทั้งในส่วนของการเผาทำลายสถานที่ราชการ เผายางรถยนต์ รวมหรือก่อเหตุอื่นๆ ในห้วงที่ผ่านมานั้น ทางตำรวจภูธรภาค 3 ได้สรุปการดำเนินการเอาผิดกับบุคคลกลุ่มนี้ไว้จำนวนทั้งสิ้น 17 คดี และทำการออกหมายจับผู้ก่อเหตุทั้งหมด 83 ราย ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 3 สามารถจับกุมตัวได้ทั้งหมดแล้ว โดยได้คัดเป็นคดีพิเศษส่งให้ทาง ดีเอสไอ ดำเนินการจำนวน 2 คดี อีก 15 คดีทางตำรวจภูธรภาค 3 เป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งล่าสุดสามารถปิดคดีได้แล้ว 2 คดี ยังเหลืออยู่ในระหว่างดำเนินการอีก 13คดี ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดในเร็ววันนี้
นอกจากนี้ทางพล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ยังได้เปิดเผยถึงมาตรการเตรียมความพร้อมในการสกัดกั้นกลุ่มมวลชนที่อาจจะมีการเคลื่อนไหวไปแสดงออกยังพื้นที่ชายแดน ไทย - กัมพูชา ในกรณีความขัดแย้งพื้นที่รอบเขาพระวิหาร ที่อำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่า ทางตำรวจภูธรภาค 3 ได้มีการประสานงานร่วมกันกับทางทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของแต่ละจังหวัดในการส่งกำลังลงไปทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลข้อเท็จจริง และเรียกร้องให้กลุ่มประชาชนต่างๆยุติการกระทำที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยการหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวไปชุมนุมใกล้กับแนวชายแดนในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนี้ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่บังคับใช้กฏอัยการศึก และหากมีการเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่จะเป็นการฝ่าฝืนอำนาจกฏอัยการศึก และจะมีความผิดตามกฏหมาย
"ได้มีสั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ รวมถึงจังหวัดต่างๆในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 จัดเตรียมกำลังพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง ให้เป็นกำลังส่วนหลัง เพื่อเข้าสมทบให้ความช่วยเหลือและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยทันทีหากได้รับการร้องขอสนับสนุน" ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าว



