ข่าว

มาร์คโยนกก.สรรหาผู้ว่าฯสตง.ใหม่แทนจารุวรณ

มาร์คโยนกก.สรรหาผู้ว่าฯสตง.ใหม่แทนจารุวรณ

10 ส.ค. 2553

"นายกฯ"โยนสรรหาผู้ว่าฯสตง.คนใหม่ เป็นหน้าที่ของกก.สรรหา ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเหตุเสียงรับรองไม่ถึงครึ่ง " ไพบูลย์ ” ตั้งแท่นสอบกฤษฎีกาฟันธง “ จารุวรรณ ” พ้นเก้าอี้ผู้ว่าสตง. พร้อมสอบ “ พิศิษฐ์ ” เวียนหนังสือไม่ชอบ ปัดครหาตอบแทนบุญคุณผลักดันมาเป็นส

(10ส.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมครม.ถึงกรณีที่ ครม.ได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายการดำรงตำแหน่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ว่า ที่ ครม.ต้องพิจารณาเพราะมีตัวกฎหมายค้างอยู่ ส่วนการตีความของทางคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินไปเรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าคุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่งแล้ว และระหว่างนี้รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินสามารถทำหน้าที่รักษาการ แต่จะเป็นการรักษาการและปฏิบัติหน้าที่ในเชิงของการบริหารจัดการองค์กร ไม่ใช่การทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

 “เป็นข้อสังเกตที่ทำให้ครม.ต้องเร่งกระบวนการที่จะสรรหาบุคคลใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ และมีการย้อนกลับไปดูว่าการสรรหานั้นผูกโยงกับเรื่องของตัวกฎหมายหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เข้าใจว่าทางสภาเห็นว่ายังสรรหาคนใหม่ไม่ได้ เพราะยังมีเรื่องของกฎหมายอยู่ ขณะเดียวกันเรื่องกฎหมายก็ยังมีปัญหาเพราะเมื่อไปถึงขั้นตอนของวุฒิสภาแล้ว ปรากฎว่าเสียงเห็นชอบไม่ถึงครึ่งก็ต้องมาพิจารณากันอีกว่าสภาผู้แทนราษฎรจะทำอย่างไร”นายกฯ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่ากับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นปัญหานั้นอยู่ที่สภา และครม. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ครม.ทำตามหน้าที่คือส่งกฎหมายเข้าสู่สภา แต่ปรากฎว่ากฎหมายไม่ผ่านสภาแบบที่เป็นปัญหานิดหน่อย ซึ่งถ้าวุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบก็เป็นอีกเรื่อง แต่ครั้งนี้วุฒิสภาลงมติเห็นชอบ แต่เสียงไม่ถึงครึ่ง ซึ่งมันยังไม่เคยมีกรณีนี้มาก่อน ก็เลยมีปัญหาที่ต้องไปตีความว่าวิธีการเดินหน้ากฎหมายจะเป็นอย่างไร ส่วนการสรรหาบุคคลากรที่จะเข้ามาเป็นตัวผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทางคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประธานวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นประธาน

 เมื่อถามว่า ขณะนี้เกิดการลักลั่นในทางปฏิบัติว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ แล้วต่อไปอาจเกิดปัญหาฟ้องร้องตามมาด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนถือว่าคนที่ส่งไปให้ตีความนั้นคือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไม่ใช่รัฐบาล และกฤษฎีกาก็ได้ตอบความเห็นไป เมื่อหารือมาต่อไปก็ต้องปฏิบัติตาม

"เลขาฯกฤษฎีกา"ชี้"จารุวรรณ"พ้นตำแหน่งแล้ว

 ที่ทำเนียบรัฐบาล คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาสถานะของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ว่ายังอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คุณหญิงจารุวรรณได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ( คปค.) ฉบับ 29 ระบุว่า ให้ผู้ว่าสตง.ดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 30 ก.ย. 50 หลังจากนั้นให้มีการสรรหาใหม่ภายใน 90 วัน ระหว่างสรรหายังให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ โดยส่วนตัวไม่อยากให้ความเห็นเรื่องนี้ แต่เมื่อถามมาก็จะตอบเท่าที่ตอบได้ อีกทั้งสตง.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกามีผลผูกพันเฉพาะส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ดังนั้นจะเชื่อความเห็นของกฤษฏีกาหรือไม่ เป็นเรื่องของคุณหญิงจารุวรรณ

 เมื่อถามว่า ข้าราชการในสตง.สามารถฟ้องร้องได้หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจข้าราชการสตง.ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงหรือไม่ แต่รักษาการผู้ว่าสตง.สามารถฟ้องร้องได้ เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ทั้งนี้หากมีการฟ้องร้องจริงคงจะมีปัญหาตามมา หากศาลเห็นด้วยกับความเห็นของกฤษฎีกา

"ไพบูลย์”ตั้งแท่นสอบกฤษฎีกาฟันธง“จารุวรรณ”พ้นเก้าอี้ผู้ว่าสตง.

 ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา แถลงว่า ตามที่คณะกรรมาการกฤษฎีกา มีความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ว่า ตนมีความเห็นว่ารัฐบาลได้ยืมมือคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อทำความเห็นทางกฎหมาย เป็นการแทรกแซงการทำงานของสตง. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในสตง. จะได้ไม่สามารถตรวจสอบการดำเนินงานต่างๆของรัฐบาลได้ ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่ 1) ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่าจะต้องมีการสรรหา และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าสตง. ภายใน 90 วัน ตามประกาศคปค.ฉบับที่ 29 แล้วทำไมนายมีชัย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาในสมัยนั้นถึงไม่ดำเนินการสรรหา

 นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า นายมีชัย เคยแสดงความเห็นมาตั้งแต่ปี 2548 ครั้งที่เกิดวิกฤติการณ์ผู้ว่าสตง.ว่าคุณหญิงจารุวรรณจะต้องพ้นจากตำแหน่งไป แต่ผลสุดท้ายคุณหญิงจารุวรรณก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อ ไม่ได้เป็นไปตามความเห็นทางกฎหมายของนายมีชัยแต่อย่างใด รวมถึงความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่ 1) มีการอ้างข้อกฎหมายที่ปรากฏในบันทึกฉบับเดียวกันขัดแย้งกันเองหลายประเด็น จึงขาดความน่าเชื่อถือ คณะกรรมาธิการฯจึงจะตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบตามกฎหมาย เพราะในระเบียบข้อที่ 3 ไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นทางกฎหมายแก่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกรณีนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าสตง. รักษาการผู้ว่าสตง. ได้ทำหนังสือเวียนถึงเจ้าหน้าที่สตง. ให้ยึดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นกฎหมาย ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นคำสั่งศาล และได้แอบอ้างลงลายมือชื่อในฐานะรักษาการผู้ว่าสตง. ถือว่าขัดกับหลักธรรมาภิบาล โดยจะเรียกเลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา และนายพิศิษฐ์เข้าชี้แจงในวันที่

 นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการฯยังได้ตรวจสอบกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตรวจสอบการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของคุณหญิงจารุวรรณ พบว่าเลขาธิการวุฒิสภาเคยมีหนังสือถามไปยังเลขาธิการป.ป.ช. เกี่ยวกับการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งได้รับคำตอบว่าต้องยื่นเมื่อวันที่มีส.ว.ชุดใหม่เข้ามาปฏิญาณตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นคุณหญิงจารุวรรณจะยื่นบัญชีทรัพย์สินก็ต่อเมื่อมีการสรรหาผู้ว่าสตง.คนใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน

 เมื่อถามว่าอาจถูกครหาได้ว่าสิ่งที่ดำเนินการเพื่อตอบแทนบุญคุณ เพราะได้รับเสนอชื่อเป็นส.ว.โดยสตง. นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนได้รับเลือกจากกรรมการสรรหาส.ว.ทั้ง 7 คน ยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 135 คนที่มองว่าตนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอาจเป็นการคิดเอาเอง

เปิดคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะ1

สำหรับหนังสือด่วนที่สุดที่ นร 0801/0750 วันที่ 6 สิงหาคม ลงนามโดยคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แจ้งไปยังผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าการสตง.) เรื่อง ประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ระบุว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่ 1) ได้พิจารณากรณีที่สตง.สอบถามว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง.มีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ จึงมีปัญหาข้อกฎหมายว่า คุณหญิงจารุวรรณ จะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยผลของมาตรา 34 (2) แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 ประกอบรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 302 (3) หรือยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามประกาศคปค.ฉบับ 29 ข้อ และ 3 เสร็จสิ้นแล้ว โดยมี 2 ประเด็นในการพิจารณาคือ

 1. กรณีคุณหญิงจารุวรรณ มีอายุครบ 65 ปี บริบูรณ์ ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ประกาศคปค.ฉบับ 29 ได้กำหนดให้ ผู้ว่าการสตง.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 นั้น เป็นการยกเว้นวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการสตง.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 โดยให้ดำรง ตำแหน่งตามระยะเวลาที่กำหนดในประกาศคปค.ฉบับ 29 ซึ่งอาจมีผลเป็นการขยายระยะเวลาหรือลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง แต่การยกเว้นดังกล่าวมิได้เป็นการยกเว้นคุณสมบัติหรือเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งตามที่กำหนดในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542

 ดังนั้น คุณสมบัติของผู้ว่าการสตง.และเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่ง จึงยังต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ประกอบฯ เช่น เมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ ย่อมทำให้ผู้ว่าการสตง.ต้องพ้นจากตำแหน่งไปแม้จะอยู่ในระยะเวลาที่ประกาศคปค.ฉบับ 29 ขยายไว้ให้ก็ตาม คณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ยังเห็นว่า การที่ข้อ 3 ของประกาศคปค.ฉบับ 29 กำหนดให้สรรหาคตง.และผู้ว่าการสตง.ใหม่ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ผู้ว่าการสตง.พ้นจากตำแหน่งและในวรรคสองที่กำหนดว่า ระหว่างยังไม่มีคตง.และผู้ว่าการสตง.ให้ผู้ว่าการสตง.ที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ยังคงปฏิบัติหน้าที่คตง.และผู้ว่าการสตง.ไปพลางก่อนนั้น ความในวรรคสองมุ่งหมายจำกัดไว้เฉพาะในระหว่างยังไม่มีผู้ว่าการสตง.ตามวรรคหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็คือช่วง 90 วันที่จะต้องดำเนินการสรรหาผู้ว่าการสตง.คนใหม่ให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ที่เคยมีการวินิจฉัยว่า ระยะเวลาการสรรหาดังกล่าว เป็นเพียงมาตรการเร่งนัด แม้จะพ้น 90 วันแล้วยังมิได้มีการสรรหาให้เสร็จ ก็ยังต้องดำเนินการสรรหาต่อไปให้แล้วเสร็จ แต่ผู้ว่าการสตง.ที่จะปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนตามวรรคสอง เมื่อถูกจำกัดระยะเวลาไว้เพียงช่วงเวลาที่กำหนด ภายหลังจากนั้นจึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนตามบทบัญญัตินี้ เพราะเป็นการเกินระยะเวลาที่ให้อำนาจไว้

 ส่วนกรณีที่ผู้ว่าการสตง.กระทำการใดๆหลังพ้นจากตำแหน่งไปแล้วนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาฯเห็นว่า จะต้องนำมาตรา 19 แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 ที่บัญญัติว่า ถ้าปรากฏภายหลังว่า เจ้าหน้าที่ขาดคุณสมบัติ อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่

 สำหรับกรณีที่ผู้ว่าการสตง. พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว สตง.จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาฯ เคยให้ความเห็นในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าการสตง.แล้ว ( เรื่องเสร็จที่ 648/2544) โดยรองผู้ว่าการสตง.ที่รักษาราชการแทนผู้ว่าการสตง. พึงต้องระวังเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ กล่าวคือ ทำได้เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไปในฐานะหัวหน้าส่วนราชการของสตง.แต่ไม่รวมถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการสตง.ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่คตง.ตามประกาศคปค.ฉบับ 29 กำหนดให้ ผู้ว่าการสตง.ปฏิบัติหน้าที่คตง.ไปพลางก่อนนั้น ก็เจาะจงเฉพาะผู้ว่าการสตง.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 ถึง 30 กันยายน 2550 เท่านั้น        อนึ่ง การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ มิได้นำรัฐธรรมนูญมาตรา 301 ซึ่งได้กำหนดระยะเวลาในการสรรหาคตง.และผู้ว่าการสตง.แตกต่างจากประกาศคปค. ทั้งมิได้มีบทบัญญัติรองรับให้ผู้ว่าการสตง.ที่พ้นจากตำแหน่งยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป มาประกอบการพิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาฯไม่มีอำนาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ

 2. การจ่ายบำเหน็จตอบแทนให้สอดคล้องกับข้อ 1 คณะกรรมการกฤษฎีกาฯ เห็นว่า มาตรา 36 แห่งพ.ร.บ.ประกอบฯว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินได้บัญญัติไว้ โดย การพ้นจากตำแหน่งตามระยะเวลาที่ได้รับการขยายตามประกาศคปค.ฉบับ 29 ถือเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ซึ่งในการนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งเพื่อคำนวณบำเหน็จ ให้นับตั้งแต่วันมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ คือ 31 ธันวาคม 2544 จนถึง วันที่ 5 กรกฎาคม 2553