
เยาวสตรีเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ
ในโอกาสวันสตรีไทย ประจำปี 2553 สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเท
ในการนี้ประทานพระดำรัสเปิดงาน มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า เยาวสตรีเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าของชาติ เพราะนอกจากจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบุคคลกลุ่มอื่นๆ แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในครอบครัวตลอดถึงชุมชนอีกด้วย เยาวสตรีจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ให้เป็นผู้สมบูรณ์พร้อมด้วยสติปัญญา ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม และจิตสำนึกสาธารณะ แต่กระบวนการพัฒนาเยาวสตรีนั้น จะสำเร็จผลยั่งยืนได้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
"ข้าพเจ้ายินดีมากที่ได้รับทราบจากรายงานว่าหน่วยงานหลัก ด้านสตรี เยาวชน และกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอีกมากต่างตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเยาวสตรี ได้ร่วมกันสรรหา ยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวสตรีไทยที่มีคุณลักษณะและผลงานดีเด่น ทุกคนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณจึงควรจะภาคภูมิใจและมีกำลังใจที่จะประพฤติตนปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นแบบอย่างให้เยาวสตรีไทยคนอื่นๆ ได้มุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้มีพลังกาย พลังใจ พลังปัญญา สามารถสร้างความสำเร็จ และความก้าวหน้าในชีวิต พร้อมทั้งสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติได้ต่อไป"
โอกาสนี้ประทานใบประกาศเกียรติคุณแก่เยาวตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2553 จำนวน 93 ราย พร้อมทรงร่วมโต๊ะเสวนากับผู้แทนเยาวชนสตรีถึงแรงบันดาลพระทัยในการทรงงานด้านความรุนแรงว่า เกิดจากการทำงานด้านคดีความ การเสด็จเยี่ยมประชาชนตามที่ต่างๆ ทำให้พบเห็นปัญหาหลากหลาย และทรงรับรู้ว่าสังคมไทยยังมีปัญหาอยู่ ถ้าคนไทยไม่ช่วยกันแก้ก็จะไม่สามารถก้าวพ้นปัญหาไปได้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ได้เข้ามาร่วมงานตรงนี้เกิดจากการที่ทรงมีความรู้ทางกฎหมาย และมีโอกาสมีเวทีที่จะได้พูดจาแสดงความคิดเห็นให้มวลชนรับทราบ จึงถือตรงจุดนี้เป็นแรงบันดาลพระทัย และทรงยึด สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เป็นแบบอย่างในการทรงงาน
จากนั้นประทานพระวโรกาสให้ตัวแทนเยาวสตรีจำนวน 5 ราย ซักถามในหัวข้อความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดยมีรับสั่งถึงปัญหาข่มขืนว่า ปัญหานี้เป็นสิ่งรุนแรงที่สุดเรียกว่าตายทั้งเป็นก็ได้ โดยเฉพาะสตรีที่ถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ แนะนำว่าถ้าถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้ว สิ่งแรกที่ควรกระทำคือ การแจ้งความดำเนินคดี และรีบไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลรักษาร่างกาย และการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น ทางกฎหมายได้เปิดช่องให้มีการทำแท้งโดยไม่ผิดกฎหมาย แต่จริงๆ แล้วคงไม่มีใครอยากให้เกิดและก้าวล่วงไปถึงจุดนั้น
เมื่อเยาวสตรีทูลถามถึงการดำเนินคดีของสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรงมีความล่าช้าและมักถูกคุกคามจากผู้กระทำ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา รับสั่งว่า ต้องยอมรับว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับสตรีเท่านั้น แต่เกิดจากการมีคดีความขึ้นสู่ศาลจำนวนมาก จึงทำให้ทุกอย่างเกิดความล่าช้า แต่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหา เช่น การนำระบบไกล่เกลี่ยเข้ามาแก้ ส่วนเรื่องการถูกคุกคาม กระทรวงยุติธรรมได้มีสำนักงานคุ้มครองสิทธิฯ ขึ้น เพื่อคุ้มครองพยานเมื่อมีการร้องขอ แต่ต้องยอมรับว่า ในทางปฏิบัติยังขรุขระอยู่บ้าง เช่น การสืบพยานเด็กที่ถูกข่มขืนจะคุ้มครองเด็กโดยใช้ภาพวงจรปิดไม่ให้เด็กเผชิญหน้ากับผู้กระทำโดยตรง ส่วนนี้ถ้ามีโอกาสในอนาคต อยากให้คุ้มครองไปถึงสตรีที่ถูกทารุณกรรมทางเพศด้วย



