ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง- “สมิธ” และ “มาร์กซ์” ใครดี? (3)

เรือนชานบ้านเมือง- “สมิธ” และ “มาร์กซ์” ใครดี? (3)

26 มี.ค. 2552

พอได้พิจารณาละครโศกนาฏกรรมของสังคมโลก ที่เดินเรื่องภายใต้กรอบทางความคิดของ ท่านสมิธและท่านมาร์กซ์ แล้ว กลับมามองย้อนดูตัวตนในปัจจุบันกันบ้าง

 ประเทศอภิมหาอำนาจทางทุนนิยมอย่างสหรัฐ อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งเอเชีย ที่เดินตามแนวทางของท่านสมิธ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตที่ก้าวหน้า แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการผลิตบรรดาเครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อพื้นฐานของการดำเนินชีวิตเพื่อให้มีมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น 

 แต่กลับไปทุ่มเททรัพยากรในการผลิตที่ก้าวหน้าไปกับสินค้าที่ไม่จำเป็น และทุ่มเททรัพยากรมหาศาลในการผลิตอาวุธยุทธปัจจัย ตลอดจนเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นผลให้ผู้คนหยิบมือในประเทศอภิมหาอำนาจทางทุนนิยมเหล่านี้มั่งคั่ง ร่ำรวยขึ้น ในขณะที่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้กลับมีหนี้สาธารณะมากมายมหาศาล อีกทั้งยังประสบกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยดังเช่นในปัจจุบัน   

 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นพี่เต้ยของ “ทุนนิยม” ที่เดินตามแนวคิดของท่านสมิธ (ถือครองพันธบัตรของอเมริกามากที่สุด) คือ จีน ประเทศที่บริหารจัดการภายใต้แนวคิดแบบ “สังคมนิยม” ที่เดินตามแนวคิดของท่านมาร์กซ์ ช่างน่าขำนะครับ เมื่อไม่นานมานี้ อดีตประธานาธิบดีคลินตันได้เดินทางไปเยือนจีน ซึ่งสาระสำคัญที่ซ่อนเร้นก็เพื่อขอร้องไม่ให้รัฐบาลจีนเทขายพันธบัตรที่ตนเองถือครองอยู่  มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความผันผวนอย่างหนักของค่าเงินในสกุลดอลลาร์ในตลาดโลก จะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกาและของโลกยิ่งเลวร้ายลงอีก 

 ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลจีน เพิ่งประกาศในที่ประชุมสภาประชาชนที่ปักกิ่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้อย่างเชื่อมั่นว่า ในปีนี้เศรษฐกิจจีนโดยรวมจะโตขึ้นประมาณ 8% ขณะที่ประเทศที่เชื่อมั่นในระบบ “ทุนนิยม” ที่เดินตามรอยเท้าของท่านสมิธกำลังร้อนๆ หนาวๆ กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมที่มีแนวโน้มจะติดลบเสียด้วยซ้ำ แม้แต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับไทยอย่างสิงคโปร์ บรรดาลูกหลานของท่านลี กวน ยู ยังประกาศออกมาอย่างหน้าชื่นอกตรมว่า ปีนี้เศรษฐกิจของสิงคโปร์จะติดลบประมาณ 10% ซึ่งเห็นจะจริง เพราะขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลทางการเงินระดับภูมิภาคอย่าง  “เทมาเสก” ซึ่งเป็นร่างทรงของรัฐบาลสิงคโปร์ ก็กำลังประสบปัญหาการขาดทุน ทำให้ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงสปิริตลาออกกันระนาว
 
 ในช่วงเวลาแห่งความสับสนและบรรยากาศที่อึมครึมของวิกฤติเศรษฐกิจ “ซับไพรม์” ผมมักจะย้อนนึกถึง ท่านสมิธ และท่านมาร์กซ์เสมอ ท่านทั้งสองได้ฝากแนวคิดที่เฉียบคมเกี่ยวกับการผลิตและปัจจัยในการผลิตว่าเป็นหัวใจสำคัญ เชื่อหรือไม่ก็ต้องเชื่อครับว่า ท่านสมิธได้พูดถึง “มือมืดที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ที่มีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนตัวของระบบทุนนิยมเอาไว้ตั้งแต่ครั้ง 200 ปีที่ล่วงแล้ว (ขอคารวะสักหนึ่งจอก นับได้ว่าท่านทันสมัยจริงๆ ครับ) 

 นอกจากนั้น ผมนึกถึงแนวคิดของท่านมาร์กซ์ล่องลอยตามสายลมมาเป็นเสียงพรายกระซิบ เหมือนกำลังจะบอกผมเป็นนัยๆ ว่า หากไม่สามารถจัดความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันในการผลิตให้เป็นธรรม (หมายรวมไปถึง “คน” อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการผลิตที่มิอาจมองข้ามไปได้) ก็จะธำรงคงความเป็นสังคมการผลิตที่มีเสถียรภาพไปไม่ได้ จะช้าหรือเร็วก็มีอันต้องมีอาการทรุดซวนเซหรือล้มลง ส่วนลุกได้เมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ไขในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดในอดีตได้มากหรือน้อยเพียงใดครับ

 

ภัทรพล เวทยสุภรณ์