
เส้นทางสู่ดวงดาว.."วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี"
ในที่สุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็ได้ผู้นำคนที่ 7 หลังจากว่างเว้นมานานถึงขวบปี !?!
เสียงอึงอลเกี่ยวกับความไม่เด็ดขาดของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีต่อการแต่งตั้งตำแหน่งผู้นำสีกากีเป็นอันยุติลง เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่เขานั่งเป็นประธาน เมื่อบ่ายวันที่ 9 สิงหาคม 2553 เป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นเป็น ผบ.ตร. 8 ต่อ 0 เสียง
พล.ต.อ.วิเชียร เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2496 เป็นชาว อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 28 (นรต.28) รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
เริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่ง รอง สว.ผ.5 กก.สส.น. แล้วย้ายไปเป็น รอง สว.ผ.ศึกษาอบรม กก.นผ.บก.อก.บช.น. รอง สว.ผ.1 กก.สส.น.ใต้ ผู้ช่วยนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ จากนั้นได้เข้าไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำและเติบโตอยู่ในสายนี้จนติดยศ พล.ต.อ. เมื่อปี 2545 ถือว่าครองอาวุโสมากกว่านายตำรวจระดับ พล.ต.อ. ทั้งหมด ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ในสายหลักเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) และ รอง ผบ.ตร.
เส้นทางภายหลังกลับเข้ามาประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิเชียรได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านความมั่นคงและการเลือกตั้ง เป็นนายตำรวจที่ไม่มีประวัติในทางลบ แม้จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแนบแน่น โดยเฉพาะกับ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" รองนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ พล.ต.อ.วิเชียร ยังเป็นคู่เขยกับ พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ที่มีความแนบแน่นอยู่กับ "ชวน หลีกภัย" อดีตนายกรัฐมนตรีและแกนใหญ่อื่นๆ ของพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคน
แม้จะแนบแน่นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ภาพลักษณ์ก็ยังดูเป็นกลาง ไม่ได้ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดเป็นหลัก
ระหว่างดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ได้รับความไว้วางใจให้นั่งรักษาการ ผบ.ตร. ถึง 2 ครั้ง 2 ครา ระหว่างที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.โดนมรสุมการเมืองเล่นงาน
ใครจะรู้บ้างว่า ผบ.ตร.คนที่ 7 นี้ในวัยเด็กเจ้าตัวไม่เคยคิดอยากเป็นตำรวจเลยแม้แต่น้อย แต่วางเป้าหมายไปที่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่เจ้าตัวถนัดที่สุด ประกอบกับบิดาเป็นครูมาก่อน คอยช่วยสอนเสริมจนโดดเด่นในวิชาวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ เกิดความมุ่งมั่นจนสอบชิงทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอส (AFS) ไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในอันดับที่ 1
แต่เนื่องจากพ่อไม่อยากให้ไปจึงเก็บเรื่องนี้ไม่ให้เจ้าตัวรู้ ทำให้ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอสปรากฏชื่อ "ชัยยงค์ สัจจิพานนท์" เพื่อนสนิทของ พล.ต.อ.วิเชียร ที่สอบติดอันดับ 2 ปัจจุบันชัยยงค์เป็นเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
นอกจากจะจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว พล.ต.อ.วิเชียรยังมีดีกรีปริญญาโทจาก 3 สถาบัน ได้แก่ ปริญญาโท คณะพัฒนบริหารศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโทด้านกฎหมายเศรษฐกิจ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านหลักสูตรเอฟบีไอ รุ่น 159 หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 388 และหลักสูตรบริหารงานตำรวจจากประเทศอังกฤษอีกด้วย
พล.ต.อ.วิเชียร สมรสกับ "กิ่งดาว พจน์โพธิ์ศรี" มีบุตร 4 คน เป็นชาย 2 คน และหญิง 2 คน คือ น.ส.ชื่นสุข พจน์โพธิ์ศรี ด.ญ.พัชรเพ็ญ พจน์โพธิ์ศรี ด.ช.ธนชัย พจน์โพธิ์ศรี และ ด.ช.กมลพัฒน์ พจน์โพธิ์ศรี
หลังจากนี้มีงานที่ท้าทายรอให้ผู้นำตำรวจคนใหม่มาสะสางมากมาย หนึ่งในนั้นคือการกู้ภาพลักษณ์ตำรวจกลับคืนมา ในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองใด จะทำให้องค์กรตำรวจรอดพ้นจากการแทรกแซงของนักการเมืองได้หรือไม่ จะพิสูจน์ให้เห็นในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่จะถึงนี้
รวมถึงสารพัดคดีการเมืองที่ทั้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเองก็กำลังจับจ้องอยู่ว่า ผู้นำสีกากีคนใหม่จะดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือนักการเมืองและสองมาตรฐาน
แต่ในชั้นนี้ถือว่าภาพลักษณ์คนที่ชื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผ่านฉลุยทั้งฝ่ายรัฐและกลุ่มตรงข้าม !?!



