
จี้วางยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวระยะยาว"ณรงค์ชัย"มั่นใจไทยได้ประโยชน์จากการเปิดเสรี
"กรณ์" ให้การบ้าน สทท. วางยุทธศาสตร์ระยะยาว แนะ 3 แนวทางพัฒนาธุรกิจ ชูทำการตลาดแบรนด์ "ภูเก็ต-กระบี่-พังงา" แยกจากไทย ลดผลกระทบหากเกิดปัญหาความรุนแรงในกรุงเทพฯ รุกเจาะกลุ่มสูงวัยและบริการทางการแพทย์ ด้าน "ณรงค์ชัย" เชื่อเปิดเสรีไทยได้ประโยชน์
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดเสวนาเรื่อง ”เศรษฐกิจโลกและทิศทางเศรษฐกิจไทย” ในงานครบรอบ 9 ปีของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ว่าภาคการท่องเที่ยวควรวางยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 6.5% ของจีดีพี ทั้งที่ไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมากจากสภาพภูมิประเทศ ศิลปะและวัฒนธรรม จึงต้องการให้หน่วยงานช่วยคิดและตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ทั้งนี้ นายกรณ์ได้เสนอ 3 แนวคิดในการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวให้แก่สทท. ได้แก่ 1.การขายแบรนด์ของ ภูเก็ต กระบี่ และพังงา แยกออกจากประเทศไทย เหมือนกับการเดินทางไปบาหลีที่นักท่องเที่ยวไม่ได้คิดว่าไปอินโดนีเซีย เพราะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่กรุงเทพฯ นั้น ทำให้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งที่อยู่ห่างไกล 2.เน้นการดูแลหรือเพิ่มบริการให้แก่ผู้สูงวัย โดยให้วีซ่าระยะยาว และแนวทางสุดท้ายคือ เน้นการบริการทางการแพทย์ ที่ต้องพิจารณาว่าถึงเวลาหรือยัง ที่จะเปิดโอกาสให้แพทย์ต่างชาติมาทำงานในไทย
ด้านนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เศรณี และประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวในหัวข้อ “แผนรุกและรับเพื่ออนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีอาเซียนมาก โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยว เนื่องจากคนไทยมีความถนัดในอาชีพการให้บริการ และสามารถทำได้ดีมากกว่าในหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเตรียมพร้อมและเพิ่มขีดการแข่งขัน การท่องเที่ยวของไทยจะต้องเพิ่มมูลค่าใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การวางแผนให้ไทยเป็นเมืองที่น่ารื่นรมย์ (ครีเอทีฟ ซิตี้) เหมือนกับที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี, กรุงโซล ประเทศเกาหลี ที่มุ่งตอบสนองการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ครบครัน 2.การนำทุนทางสังคม เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม และนำความรู้ของไทยที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ให้เกิดคุณค่าด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งผลักดันให้การท่องเที่ยวหลายแห่งของไทยเป็นมรดกโลกให้ได้
3.การเพิ่มความสะดวกด้านการเดินทาง เพื่อรองรับเรื่องการจัดประชุม สัมมนา การเจรจาธุรกิจ และ 4.การผลักดันธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพและการแพทย์ ตั้งแต่ การดูแลผิว วัย สุขภาพ ไปจนถึง บริการทางการแพทย์ โดยเน้นการสร้างมาตรฐานเพื่อแข่งขันกับหลายประเทศที่พยายามแข่งขันในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น



