
พลังงบดูดนักขายตัว
เว้นเรื่องประสาทพระวิหารสักพัก ถ้าพูดต่อไปก็จะเป็นมหกรรมพายเรือในอ่างต่อไป เมื่อคนถกเรื่องนี้เป็นวงกว้าง จะลืมกลุ่มนักตีกิน ซึ่งกำลังค้ามนุษย์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ใช้การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือดูดนักเลือกตั้ง
ยิ่งใกล้วาระที่สภาต้องลงคะแนนเสียงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ข่าวเรื่องการซื้อตัว ส.ส.ให้ย้ายค่ายก็ยิ่งแรงหลังจากรุ่นแรกถูกไล่ให้พ้นพรรคเพื่อไทย
เป้าหมายใหม่คือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นสุดยอดเชิงยุทธศาสตร์ในการดูดงบประมาณเอาไว้ดูด ส.ส.เข้าสังกัด หวังปักหลักเป็นใหญ่
มีตัวเลขประมาณว่าอยู่ระหว่าง 30-50 ล้านบาทต่อหัว ขึ้นอยู่กับความสำคัญและพลัง เช่นเป็นหัวหน้าก๊วน หรือมุ้งมี ส.ส.ในสังกัด
บางรายอ้างว่ามีเงินดาวน์อยู่ที่ 20 ล้านบาทต่อหัว ที่เหลือจ่ายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ จะเป็นจำนวนเงินสูงขนาดนั้นหรือไม่ ไม่มีใครพิสูจน์ได้
มีแต่คนจ่ายเงิน และคนรับเงินเท่านั้น ที่รู้จริง! บางกรณีอาจมีบุคคลที่ 3 คือคนติดต่อ เป็นตัวกลางในการเจรจาซื้อขาย เหมือนการขายวัวควายเช่นกัน
อ่า! พรรคภูมิใจไทย จึงเปรียบเหมือนพรรคนายฮ้อยควาย ยิ่งเคยอยู่สุรินทร์และอพยพมาอยู่บุรีรัมย์เพราะมีปัญหาในท้องถิ่นเรื่องวัวๆ ควายๆ ด้วยแล้ว การซื้อขายนักเลือกตั้งในมหกรรมที่ทำกันอยู่ จึงเหมาะกับฤดูกาลมาก
ค่าตัว ส.ส. ซึ่งย้ายค่ายในอัตรา 30-50 ล้านบาท จึงเกิดคำถามโดยไร้คำตอบมีเหตุผลเชิงคุณธรรมว่าทำไมคนไร้คุณค่าจึงมีราคาสูง?
หรือเหมือนโสเภณีขายตัว แรกๆ หน้าตาดี ย่อมราคาสูง เมื่อเฉา โรยราค่าตัวก็ตกตามกาลเวลา แต่ต่างจาก ส.ส. นักขายตัว ยิ่งเขี้ยวยาวโง้ง เกล็ดแตกลายงา ราคาค่าตัวก็สูง ถ้ามีเครือข่ายนักขายตัวอยู่ในสังกัด สั่งได้
ค่ายสะตอและพรรคร่วมก๊วน ต้องการกุมอำนาจรัฐให้นานที่สุด และมั่นใจว่ามีเสียงสนับสนุนพอ เมื่อต้องออกเสียงผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในวาระ 2 และ 3 เพราะรัฐมนตรีลงคะแนนไม่ได้ เสียงที่เหลือจึงปริ่มกับฝ่ายค้าน
พรรคคนหนีคุกจึงแค้นมาก เมื่อโดนค่ายบุรีรัมย์ ซึ่งกุมอำนาจเหนือค่ายสะตอในการต่อรองแทบทุกเรื่อง อาสาออกหน้าเป็นตัวดูดเพื่อพรรคร่วม และขยายฐานของตัวเองในภาคอีสาน หวังกุมอำนาจรัฐในภายหน้า
มีคำครหาว่าค่ายบุรีรัมย์ได้งบประมาณในกระทรวงมหาดไทยและงบสำหรับองค์กรส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นกอบเป็นกำเอาไว้แจก ส.ส.ให้ย้ายค่าย ในยุคนี้จะมีใครดูดงบได้หนัก กุมอำนาจรัฐมากกว่าค่ายบุรีรัมย์ แม้แต่ค่ายสะตอยังต้องยอม
จะยอมไว้เพื่อแบ่ง หรือทอน ในโครงการต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกัน ก็แล้วแต่มุมมอง และผู้รู้ข้อมูล ข่าวสาร และเหตุการณ์อยู่วงในอัตราการงาบหัวคิว 30 เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่แพ้ยุคทักษิณจริงๆ นิ! อิอิอิ!!!



