
อภิสิทธิ์เชื่อเขมรอึดอัดเอ็มโอยูโร่ฟ้องยูเอ็น
"กษิต"ปัดรู้เห็นหนังสือเขมรร้องยูเอ็นย้ำไม่มีปัญหา "อภิสิทธิ์"เชื่อเขมรอึดอัดกับเอ็มโอยูจึงทำหนังสือเวียนฟ้องยูเอ็น ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ยันไม่เป็นปัญหา สุขุมพันธุ์ ลั่นพร้อมเข้าคุกหากเอ็มโอยูปี 43 ทำไทยเสียดินแดน คำนูณจี้ยกเลิกMOU44พ่วงบันทึกความเข
เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 9 ส.ค. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศกัมพูชาส่งหนังสือถึงยูเอ็นโจมตีรัฐบาลไทย โดยระบุว่าประเทศไทยใช้กำลังทหารข่มขู่ ซึ่งนายกษิต กล่าวปฏิเสธว่า ตนไม่ทราบเรื่อง และยังเห็นตัวหนังสือ ทั้งนี้ไม่มีอะไรต้องกังวล เนื่องจากได้หารือกับกัมพูชาแล้วทั้งทางตรงและทางลับ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น เราก็อยู่ด้วยกัน เป็นประเทศเพื่อนบ้านและเป็นประเทศอาเซียน นอกจากนี้ ยั้งย้ำด้วยว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีอะไรต้องไปหารือกับยูเอ็นอีก
"อภิสิทธิ์"เชื่อเขมรอึดอัดกับMOUจึงทำหนังสือเวียนฟ้องยูเอ็น
เมื่อเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการเวียนหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่อยู่บนพื้นฐานที่คิดว่าคลาดเคลื่อนทั้งคำพูดและการรายงานอะไรต่างๆ แต่ก็คงไม่มีปัญหา เพราะกระทรวงการต่างประเทศของไทยคงได้ทำความเข้าใจต่อไป แต่เรื่องนี้เป็นตัวบ่งบอกเหมือนกันว่าการที่หลายคนบอกว่าถ้าเรายกเลิกเอ็มโอยูปี 2543 แล้วไปยึดสนธิสัญญาตามฝรั่งเศสนั้น มันไม่ใช่ แต่เขาจะต้องย้อนกลับไปหาทางลากองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาเหมือนกัน ส่วนหลักของการแก้ปัญหาตามเอ็มโอยูปี 2543 แม้จะมีเอ็มโอยูนี้ แต่ต้องมีการเจรจาตามหลักของสหประชาชาติที่เราเป็นภาคีอยู่แล้ว
เมื่อถามว่ากัมพูชาออกมาบอกว่าไทยละเมิดการตัดสินของศาลโลก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขายังใช้คำว่า “ ถ้า ” สิ่งที่เขาอ้างว่าหนังสือพิมพ์บอกว่าตนพูดนั้นเป็นจริงหรืออะไรต่างๆ ซึ่งมันไม่จริงอยู่แล้ว ซึ่งตรงนั้นเราก็ชี้แจงได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่าความพยายามที่กัมพูชาจะนำประเทศที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นจะสำเร็จหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่สำเร็จ เพราะเรามีเอ็มโอยูดังกล่าวอยู่ เมื่อถามต่อว่ากัมพูชาอ้างว่าถ้ามีการยกเลิกเอ็มโอยูนี้เท่ากับไทยทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรายังคงไปไม่ถึงตรงนั้น เพราะขณะนี้ตนมองว่าเอ็มโอยูเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับมรดกโลกและการเป็นฐานของการที่เราจะดำเนินการอะไรในกรณีที่มีเห็นว่าการรุกล้ำเข้ามา อีกทั้งตนคิดว่าจะทำให้เป็นหลักประกันที่ทำให้ชาวโลกได้เห็นว่าเรายึดมั่นตามเจตนารมย์ของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เพราะตนคิดว่าค่อนข้างชัดเจนว่ากัมพูชาพยายามที่จะทำให้ภาพของเราในสายตาของชาวโลกเป็นฝ่ายที่รุนแรงหรือเข้าไปรุกราน ซึ่งตรงกันข้ามเพราะสิ่งที่ตนพูดทั้งหมดคือการที่เราต้องตอบโต้ถ้ามีการ รุกล้ำเข้ามาในส่วนของเรา ส่วนการชี้แจงต่อกับต่างประเทศนั้น ไม่ได้มีปัญหา เพราะจุดยืนของเราชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าตรงนี้จะเป็นแรงกดดันในเรื่องที่เคยพูดเกี่ยวกับเรื่องการทูตและการทหารที่จะดูแลพื้นที่ตรงนั้นยากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะตนคิดว่าเป็นตัวที่บ่งบอกว่าสภาพปัญหาต่างๆที่รัฐบาลประเมินอยู่และได้ อธิบายมานั้นกลายเป็นจริง เพราะฉะนั้นเราต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ เมื่อถามต่อว่าจากสิ่งที่เกิดขึ้น ดูเหมือนกัมพูชานำความขัดแย้งภายในประเทศมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อวัตถุประสงค์ของตัวเอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจึงบอกว่าสำหรับเรา ถ้ามีอะไรภายในก็ให้พูดคุยกัน และดีที่สุดคือเราอย่าไปทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่าเรามีปัญหากันเอง ความรุนแรง หรืออะไร
เมื่อถามว่าหนังสือที่ไทยจะทำเพื่อชี้แจงต่อยูเอ็นนั้นจะเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการ เพราะหนังสือของกัมพูชาก็ออกมาจากกระทรวงการต่างประเทศของเขา เมื่อถามว่าการที่เราไม่มีเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชา ทำให้เราเสียเปรียบในแง่ของการติดตามความเคลื่อนไหวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ ไม่หรอกครับ ” เมื่อถามต่อว่าตอนนี้ยังไม่มีการส่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชากลับไป นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องรอทางกัมพูชา เพราะเขาเป็นฝ่ายที่สร้างปัญหาขึ้นในเรื่องที่จะมาละเมิดระบบของเรา
"สุขุมพันธุ์”ลั่นพร้อมเข้าคุกหากเอ็มโอยูปี43ทำไทยเสียดินแดน
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการเอเซียน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ออกมาช่วยนายกรัฐมนตรีอธิบายถึงที่มาที่ไปของบันทึกเอ็มโอยูปี 2543 ในฐานะผู้ทำเรื่องดังกล่าว ว่า ตนไม่มีหน้าที่ตอบคำถามเรื่องดังกล่าวแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็ชี้แจงมาหลายครั้ง อีกทั้งทำแถลงการณ์ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ ซึ่งขอยืนยันว่าเอ็มโอยูฉบับดังกล่าวไม่ได้เป็นปัญหา ที่ผ่านมาก็มีการนำเอ็มโอยูมาใช้ถึง 6 รัฐบาล และมีการประชุมภายใต้เอ็มโอยู ปี 2543 นี้หลายครั้ง ส่วนที่ภาคประชาชนกดดันให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยูนั้น ตนไม่สนใจ เพราะผลการสำรวจของสำนักโพลต่างๆ พบว่ามีประชาชนสนใจในประเด็นเอ็มโอยูเพียง 20 % เท่านั้น
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ยืนยันว่าตนไม่ใช่จำเลยของสังคม และเบื่อที่จะต้องมาถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุใดจึงไม่มีใครไปตั้งคำถามนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศบ้าง เพราะเอ็มโอยูฉบับนี้เกิดขึ้นได้เพียง 5 เดือนก่อนรัฐบาลนายชวนหมดวาระเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเอ็มโอยู 2543 ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะเป็นการลงนามเพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทับซ้อนไปจากสภาพเดิม แต่ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากเซ็นเอ็มโอยูแล้ว คือการปล่อยให้กัมพูชาเข้ามารุกล้ำพื้นที่ทับซ้อนโดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร
“ ผมไม่มีอะไรจะพูดถึงเรื่องนี้แล้ว เพราะหน้าที่ผมอยู่ตรงนี้ เป็นเรื่องของรัฐบาล และเรื่องนี้ท่านนายกฯ ก็พูดไปหมดแล้ว และผมไม่ได้เป็นจำเลยของสังคม แต่สุดท้ายแล้วหากอยากจะยกเลิกก็ยกเลิกไปเลยครับ ถ้าผมผิดผมก็พร้อมที่จะเข้าคุก ” ผู้ว่าฯกทม. ระบุ
“คำนูณ”จี้ยกเลิกMOU44พ่วงบันทึกความเข้าใจสมัยทักษิณ
เมื่อเวลา16.45 น. มีการประชุมวุฒิสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน เพื่อพิจารณากระทู้ถามด่วนของนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เรื่อง การดำเนินการของรัฐบาลไทยกรณีกัมพูชามีข้อตกลงให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย กับบริษัทน้ำมันของฝรั่งเศส ว่ารัฐบาลไทยได้มีการดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในระหว่างที่บริษัทโตตาลสำรวจและผลิต ( Total EP )ของฝรั่งเศส ประจำกัมพูชา สำรวจพื้นที่ทางทะเลเพื่อขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนอยู่ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับข้อตกลงร่วมระหว่างไทยกัมพูชา พ.ศ.2544 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ลงนามร่วมกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกฯกัมพูชา
ตนเห็นว่ายกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 ก็ยังไม่พอ ต้องยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้ง 2 ประเทศอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกันของไทยกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544 เพราะถือเป็นคู่แฝดกัน ซึ่งหนังสือสัญญาทั้ง 2 ฉบับน่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบหลายอย่างเพราะกัมพูชาได้ลากเส้นแบ่งเขตโดยเริ่มจากจ.ตราดผ่ากลางหรืออ้อมเกาะกรูด ซึ่งเป็นการรุกล้ำเขตอธิปไตย 12 ไมล์ทะเลของไทย รวมถึงกระแสข่าวออกมาว่ามีการแบ่งผลประโยชน์ให้กัมพูชาได้ 90 เปอร์เซ็นไทยได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์มีข้อเท็จจริงอย่างไร
นายกษิต ชี้แจงว่า ยืนยันว่ากระทรวงต่างประเทศได้รับหนังสือจากสถานทูตกัมพูชาในประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อความยืนยันว่าถึงแม้รัฐบาลกัมพูชาจะให้สัมปทานบริษัทโตตาล แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งบริษัทโตตาล ยังยืนยันในสิทธิของทั้ง 2 ประเทศ โดยภายใต้เงื่อนไขสัญญาสัมปทาน จะยังไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์หรือทำการสำรวจในพื้นที่พิพาทแต่อย่างไร
ดังนั้นการให้สัมปทานดังกล่าวทางฝ่ายไทยไม่ได้เสียประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น และปัจจุบันยังไม่มีบริษัทน้ำมันใดเข้าไปสำรวจพื้นที่ดังกล่าวแม้แต่แห่งเดียว ขณะที่ฝ่ายไทยเองก็ให้สัมปทานบริษัทเอกชนเช่นเดียวกับทางกัมพูชาแต่ยังไม่มีการเข้าสำรวจใด ๆ และขณะนี้กองทัพเรือได้ส่งเรือรบออกลาดตระเวนบริเวณดังกล่าวทุกวัน
ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ทำการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเลจำนวน 3 คนจากประเทศในกลุ่มยุโรปซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านทางทะเลระดับโลกทำการศึกษาร่วมกับคณะทำงานของฝ่ายไทย โดยเราจะใช้ข้าราชการระดับสูงที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล อาทิ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลโลกทำการศึกษาข้อกฎหมายทั้งหมด เอกอัครราชทูตประจำประเทศกรีก ซึ่งเป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญาดูแลเกี่ยวกับเขตน่านน้ำซึ่งตั้งเป้าว่าจะศึกษาให้เสร็จก่อนสิ้นปีนี้
ส่วนเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ 90 / 10 ตั้งแต่จัดทำเอ็มโอยูมา มีการเจรจาเรื่องเขตไหล่ทวีปทับซ้อนมา 2 ครั้ง และยังอยู่ขั้นตอนการแสดงท่าทีของทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นยืนยันว่าไม่มีเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในบันทึกคณะกรรมาธิการระดับ เจบีซี
อย่างไรก็ตามขอขอบคุณส.ว.ที่เสนอให้ยกเลิกหนังสือสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของตนมาตั้งแต่ต้นก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งอยู่แล้วที่จะยกเลิกเอ็มโอยู ส่วนบันทึกความเข้าใจ ตนอาจจะละเลยไป แต่ก็จะดำเนินการต่อไป เพราะขณะนี้ปัญหาคือมีการลากเส้นแบ่งเขตผิดมาตั้งแต่ต้น ทำให้เราเสียประโยชน์ เพราะเริ่มขีดจากแผ่นดินใหญ่มาเกาะกรูดทั้งที่ตามหลักจะต้องขีดจากเกาะกรูดไปแผ่นดินใหญ่ ตนจึงได้วางแนวทางดำเนินการไว้เป็นทางเลือก 3 ทาง คือ ขีดเส้นแบ่งชายฝั่งเพื่อให้เกิดความชัดเจนและลากหาเส้นตรงกลางระหว่าง 2 ประเทศ และสุดท้ายหาเส้นแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ



