
ประวิตรเชื่อฮุนเซนฟ้องยูเอ็นชายแดนไม่เดือด
ประวิตรเชื่อฮุนเซ็นฟ้องยูเอ็นไม่ทำชายแดนตึงเครียด กองทัพพร้อมทุกอย่างรอนายกฯสั่งการ สุวิทย์เสนอตั้งที่ปรึกษาจากภาคชช.กรณีเขาพระวิหาร
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 9 ส.คที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ. 5 ) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาบริเวณปราสาทเขาพระวิหารว่า ขณะนี้ไม่มีปัญหาอะไร และยังไม่มีการใช้กำลังอะไร แต่หากนายกรัฐมนตรีสั่งการอะไรมา กองทัพมีความพร้อมทุกอย่าง แต่ความจริงขณะนี้คือ ไม่มีอะไร เพราะต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่า จะดำเนินการอย่างไร
อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดมีคณะกรรมการพิจารณาอยู่แล้วและมีการประชุมกันตลอดทั้งในระดับจีบีซี , เจบีซี และอาร์บีซี ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนกรณีที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแสดงท่าทีแข็งกร้าวด้วยการส่งจดหมายถึง ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น)ว่า ไทยละเมิดคำตัดสินศาลโลกนั้น คงไม่มีอะไร และเชื่อว่า จะไม่ทำให้สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดแต่อย่างใด
ต่อข้อถามถึงเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศไทย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราเป็นประเทศใหญ่ ไม่ต้องห่วง ส่วนการทำความเข้าใจกับยูเอ็นเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ
“สุวิทย์”เสนอตั้งที่ปรึกษาจากภาคชช.กรณีเขาพระวิหาร
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า หลังคณะรัฐมนตรีมีมติ ให้เป็นประธานพิจารณาแผนของกัมพูชาในการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหาร เพื่อเสนอเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่บาห์เรนในปี 2554 นั้น ในส่วนภาคประชาชน ตนจะตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาที่มาจากภาคประชาชน และนักวิชาการ โดยไม่รังเกียจว่า จะเป็นบุคคลใด ฝ่ายใด และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ เพื่อที่จะให้คณะกรรมการชุดนี้เข้ามามีส่วนร่วม เป็นที่ปรึกษาให้คณะกรรมการชุดใหญ่ ที่ตนเป็นประธาน เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งดังกล่าว และความเป็นเอกภาพ ก่อนจะนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเป็นท่าทีของรัฐบาลไทยในการเจรจาต่อกรณีดังกล่าวต่อไป คาดว่า จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการให้แล้วเสร็จ เสนอให้นายกรัฐมนตรีภายในสัปดาห์หน้า
“คณะกรรมการที่เป็นความร่วมมือจากประชาชน จะเป็นความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาในการแก้ปัญหา การเสนอมุมมองที่หลากหลาย จะสามารถทำให้เราให้เห็นปัญหาในมุมกว้าง และเข้าใจปัญหาของภาคประชาชนมากขึ้น ซึ่งถ้ามีนักวิชาการที่รู้ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา กฏหมาย แผนที่ มาร่วมในคณะกรรมการก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศทั้งสิ้น ส่วนบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู ปี 2543 คณะกรรมการชุดนี้คงไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณา ขณะที่ความขัดแย้ง ในพื้นที่ชายแดน ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ เจบีซี" นายสุวิทย์ กล่าว



