
ส.ว.จี้รัฐปรับวิธีใช้สื่อหลังกัมพูชาร้องยูเอ็น
ส.ว.จี้รบ.ต้องปรับวิธีใช้สื่อหลังกัมพูชาร้องยูเอ็น เพราะติดตามการถ่ายทอดสดโต๊ะหารือภาคีเครือข่ายฯ-รัฐบาล พร้อมแนะตั้งคณะกรรมการร่วมเร่งแก้ปัญหา ด้าน คำนูณ แนะรัฐบาลเร่งดำเนินการ 3 แนวทาง แก้ปัญหา ทั้งยกเลิกเอ็มโอยู - รักษาอธิปไตยรอบพื้นที่ปราสาท
(9ส.ค.) ที่รัฐสภา การประชุมวุฒิสภา ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ประธานโดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สมาชิกได้หารือถึงปัญหาบันทึกข้อตกลงการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 โดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีการเคลื่อนไหวของภาคีเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติที่ได้เคลื่อนไหวให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 โดยล่าสุดได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายกรัฐมนตรีแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ควรชื่นชมที่มีการจับเข่าคุยกันระหว่างคนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง แต่มีความรักชาติเหมือนกัน อย่างไรก็ดีขอฝากไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ โดยควรตั้งคณะทำงานที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อทำงานแก้ไขปัญหาาเรื่องดังกล่างอย่างจริงจังเช่นเดียวกับการต่อสู้ในพ.ศ. 2505
นายสมชาย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ควรปรับปรุง คือ การดำเนินการด้านการฑูต ส่วนด้านความมั่นคงจะต้องผลักดันให้กัมพูชาถอนกำลังทหารและพลเรือนออกไป แต่สิ่งสำคัญเห็นว่าควรมีการปรับปรุงการใช้สื่อเนื่องจากการถ่ายทอดสดรายการหารือของรัฐบาล และภาคีเครือข่ายฯทำให้กัมพูชาปรับกลยุทธตอบโต้ด้วยการทำเรื่องร้องเรียนไปยังองค์การสหประชาชาติทันทีที่ได้ติดตามท่าทีของฝ่ายไทยผ่านสื่อที่ถ่ายทอด การใช้สื่อควรใช้เฉพาะบางเรื่อง ไม่ใช่ทุกเรื่อง อะไรที่ตกลงกันได้แล้วค่อยไปออกสื่อ ทั้งนี้สื่อวิทยุโทรทัศน์ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อให้เกิดความเข้าใจในประเทศ ไม่ให้คนไทยมีความเห็นขัดแย้งกัน
ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินการ 3 ทาง คือ เร่งดำเนินการยกเลิกบันทึกข้อตกลงการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 ในทันที เพราะไม่มีความหมายเนื่องจากกัมพูชาทำความผิดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด การกระทำผิดยังคงเพิ่มมากขึ้น , ให้รักษาอธิปไตยของชาติด้วยการรักษาพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร โดยใช้ทุกวิธีการที่จำเป็น และรัฐบาลต้องเร่งขออนุมัติกรอบเจรจาจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพื่อเจรจากับกัมพูชาในการจัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ที่มีสาระสำคัญในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกโดยยึดสันปันน้ำตามอนุสัญญา 1904 และอนุสัญญาพิธีสาร 1907 เท่านั้นโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยพิสูจน์ทราบในพื้นที่จริง
นายคำนูณ กล่าวอีกว่า แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่าเอ็มโอยู 2543 ไม่ได้หมายความถึงแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 และอ้างเอกสารลับที่ส่งไปยังกัมพูชา ก็ถือเป็นการอ้างโดยฝ่ายไทยเพียงฝ่ายเดียวทางกัมพูชาไม่ได้ยอมรับด้วย จึงเห็นว่าจำเป็นควรดำเนินการตามข้อเสนอทั้ง 3 ข้อที่เสนอข้างต้น การนำบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี แนบร่างข้อตกลงชั่วคราวที่อิงกับมติรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2551 เข้าสู่การพิจารณาในคณะรัฐมนตรีในวัน 10 ส.ค. จะเป็นการเพิ่มความขัดแย้งขึ้นไปอีก



