ข่าว

ปมพระวิหารต้อง"การทูต+ทหาร"

ปมพระวิหารต้อง"การทูต+ทหาร"

09 ส.ค. 2553

กรณีการเลื่อนรับข้อเสนอแผนปรับปรุงการพัฒนาพื้นที่บริเวณข้อพิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร บริเวณพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทางรัฐบาลกัมพูชาเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก หรือยูเนสโก ออกไปในปี 2554 ที่ประเทศบาห์เรน ทำให้ความสัมพันธ์ “ไทย-กัมพูช

 “สมเด็จฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เห็นว่าชนวนเหตุสำคัญของการเลื่อนแผนการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวออกไป เกิดจากการกระทำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีไทย ที่ประกาศให้คณะของ “สุวิทย์ คุณกิตติ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “วอล์กเอาท์” หากการพิจารณาของ “ยูเนสโก” มีทิศทางรับข้อเสนอแผนปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวของกัมพูชา

 การเปิดศึกภายนอกประเทศครั้งนี้ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ดูจะได้ใจคนไทยไม่น้อยกับการแสดงบทบาท “ภาวะผู้นำ” ให้เห็นหลังจากถูกข้อครหามานานนับปีกับการมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 แต่อีกส่วนหนึ่งที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องคิดหนักกับการแก้ไขปัญหา “ศึกภายในประเทศ” โดยเฉพาะการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ เพื่อการ “ทวงคืน” ปราสาทเขาพระวิหาร

 โดยมีการตั้งเวทีใหญ่ 2 เวที คือที่บริเวณอาคารกีฬาเวสน์ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง และที่ประตูสี่ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหวังให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงสนธิสัญญาระหว่างไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือเอ็มโอยู ที่ทำไว้กับรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยเมื่อปี 2543 เนื่องจากเห็นว่าไทยเสียผลประโยชน์ถ้ายังตกลงใช้ “เอ็มโอยู ปี 43” อีก

 ทำให้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ต้องใช้ไม้เด็ดในการควบคุมการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ ด้วยการประกาศคำสั่งในการห้ามชุมนุมพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาล และห้ามการเข้าออกอาคารสถานที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าจะถูกโจมตีจากพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับ “สองมาตรฐาน” ในการดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา

 แต่ไม้เด็ดที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” นำมาใช้ในการกำราบเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติก็ไม่ได้เป็นผลให้เกรงกลัว เพราะการสั่งห้ามจะเป็นไปตามกฎหมายตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปี 2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ตาม แต่ทางกลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยอ้างตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ได้กำหนดไว้ว่า คนไทยสามารถมีสิทธิ์ออกเสียงในการแสดงออกถึงความรักชาติได้

 เพราะตามมาตรา 70 และมาตรา 71 ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่ทาง “รัฐบาล-ศอฉ.” ก็อ้างว่าการชุมนุมสามารถทำได้ แต่ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะขณะนี้ในพื้นที่ กทม.มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้อยู่ เพราะฉะนั้นการที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติที่มาชุมนุมเป็นจำนวนมากจะทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย โดยเบื้องต้นจัดกำลังดูแลความเรียบร้อย จากตำรวจ 6 กองร้อย และ ทหาร 3 กองร้อย

 พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม และหนึ่งในกลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจแก้ไขปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร และหลอกลวงประชาชนให้เกิดความเข้าใจ โดยเฉพาะปราสาทเขาพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้ว และครั้งนี้กัมพูชาจะเอาพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เพื่อไปประกอบการขึ้นทะเบียน และให้ประเทศทั้ง 6 ชาติเข้ามาบริหารพื้นที่ดังกล่าว

 “การเลื่อนการพิจารณาพื้นที่ดังกล่าวเป็นเพราะกัมพูชาส่งเอกสารล่าช้าเท่านั้น และที่สำคัญ นายสุวิทย์กลับไปเซ็นเอกสารรับรองที่กัมพูชาเสนอไป โดยเอกสารดังกล่าวเป็นการเซ็นรับทราบว่ากัมพูชาได้ส่งเอกสารให้แก่ยูเนสโกไปแล้ว และเป็นเอกสารที่มีประธานที่เป็นบราซิลกำกับด้วย และวันนี้นายสุวิทย์บอกว่าไม่ได้เป็นเอกสารผูกพัน และความเป็นจริงคือคนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวหมดแล้ว เราไม่สามารถขึ้นไปได้ กัมพูชามายึดพื้นที่ของไทยแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้จึงต้องเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาดินแดนเอาไว้”

 พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าวว่า การที่จะรักษาดินแดนได้ทางกลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 3 ข้อ คือ ข้อ 1 ต้องยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2543 ข้อ 2 ผลักดันคนกัมพูชาที่รุกล้ำประเทศไทยออกไปบริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร และข้อ 3 การลงนามที่มีผลผูกพันตั้งแต่หลังเอ็มโอยู ปี 2543 โดยเฉพาะกรณีที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปลงนามตกลงไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาถือเป็นโมฆะ

 ทั้งนี้การเรียกร้องจะต้องได้ทั้งหมด 3 ข้อ ถ้าไม่ได้ก็คงจะต้องมีการชุมนุมเรียกร้องต่อไป เพราะ 3 ข้อดังกล่าวไม่ยกเลิกจะทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนบริเวณนั้น

 ด้านหน่วยงานด้านความมั่นคงมองว่า ยกเลิกเอ็มโอยูหรือไม่ยกเลิก ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันหาทางออก แต่สิ่งที่ปรากฏในเวลานี้ คือความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาที่ทุกฝ่ายมีแนวทางไปในทิศทางเดียวกันคือการรักษาอธิปไตยของไทย ดังนั้นความชัดเจนคงต้องรอการดีเบตระหว่างรัฐบาลและกลุ่มเครือข่ายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องใครได้ใครเสียกับการบันทึกข้อตกลงเอ็มโอยูฉบับดังกล่าว

 “บันทึกข้อตกลงที่ไทยทำไว้กับนานาประเทศ หรือเอ็มโอยู 43 ที่หยิบยกขึ้นมาพูดกันในเวลานี้ หากพูดกันตรงๆ คือทุกประเทศก็คิดว่าเมื่อทำแล้วก็แต่ละประเทศก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันคนละครึ่ง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงแค่จะให้เราประกาศยกเลิกเอ็มโอยู ทุกอย่างก็จะจบ คงไม่ใช่ เพราะในบันทึกข้อตกลงมีการเขียนไว้ถึงผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น ทางออกคือจะต้องเจรจากับประเทศอีกฝ่ายหนึ่ง”

 ทั้งนี้การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายจะต้องเอาข้อดีข้อเสียมาเจรจากัน ถ้าต่างฝ่ายต่างเอาผลประโยชน์ของตัวเองการเจรจาก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นขณะนี้จะต้องทำให้ประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่ร่วมทำ เอ็มโอยูกับเราเปิดทางเจรจากัน แต่ขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้นก็คงยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ แต่ความชัดเจนของเอ็มโอยู ที่บันทึกไว้นั้นเห็นว่าไทยไม่ได้เสียเปรียบ

 ตอนนี้ต้องถามว่าประเด็นการให้มีการยกเลิกเอ็มโอยูเกิดขึ้นจากกลุ่มไหน และใครได้ผลประโยชน์ต้องมองตรงนั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาบอกว่าเอ็มโอยูที่ทำไว้ไทยเสียผลประโยชน์ ดังนั้นเรื่องนี้ทุกฝ่ายจะต้องค่อยๆ พูดจากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในยามนี้คือความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ที่ทุกฝ่ายมีจุดยืนเดียวกันคือการรักษาอธิปไตย ซึ่งในอนาคตจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการในทางการทูต และทางการทหารเข้าไปเป็นตัวเดินหน้า

ทีมข่าวความมั่นคง