
วันที่ไม่คาดหวังของ สหายไท
หมวก ในการรับรู้ของใครหลายคนคงจะหมายถึงสิ่งที่ใช้ปกคลุมศีรษะบังแดดบังฝน แต่ หมวก ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มันหมายถึงสัญลักษณ์ของลูกผู้ชายที่มีชะตากรรมพัวพันกับเรื่องการต่อสู้ไม่ว่าจะในบทบาทนักรบประชาชน หรือนักต่อสู้เพื่อไขว่คว้าสัจจะความจริงแห่งชีว
ในวันนี้เขาถอดหมวกออก พร้อมๆ กับถอดความกระหายอยากในทางโลกแล้วดำดิ่งสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ พัฒนาภูมิรู้ในด้านธรรมะอย่างสงบนิ่ง
ไม่มีใครคิดว่า “สหายไท” จะก้าวออกจากถ้ำแห่งความเงียบงันมาพบปะกับโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและเกรี้ยวกราดแบบที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนในบทบาทคณะกรรมการปฏิรูป
แรงดึงดูดสำคัญสำหรับเสกสรรค์ ด้านหนึ่งคือ “ความคุ้นเคย” กับ “อานันท์ ปันยารชุน” อีกด้านหนึ่งคือสถานการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ทำให้เขารู้ว่าจะทำนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่ออกแรงขับบ้านเมืองให้กลับสู่ทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมคงจะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
ภารกิจปฏิรูปบ้านเมืองนี้เองที่ผลักให้เขาออกมายืนกลางแจ้งอีกคำรบหนึ่ง สิ่งที่ตามมาคือถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนพ้องที่มีอยู่ทุกสีเสื้อ เลยเถิดไปถึงคำด่าทอในยามที่เขาพูดจาไม่เข้าหูเพื่อนที่สังกัดสีเสื้อที่แตกต่างกันไป
วันนี้ขบวนการของประชาชนทั้งสองสี ล้วนมี “สหายร่วมรบ” ของเขาเป็นหัวหอกนำทัพอยู่ทั้งคู่
หลายคนเป็นคนที่เขาพาเข้าป่าไปพร้อมๆ กัน แต่วันนี้ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน
วันนี้เขาออกมายืนกลางแรงเสียดทานรอบตัว แต่ก็เป็นทางที่เขาเลือกแล้ว เลือกที่จะทำงานเพื่อสังคมและคนด้อยโอกาส ซึ่งก็เป็นจุดยืนเดิมแต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือความสุขุม ลุ่มลึกและสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขามีความสุขทุกวันคือความ “ไม่คาดหวัง” ว่าภารกิจนั้นจะบรรลุผลสวยงามตามความปรารถนา
เมื่อไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง ชีวิตที่ตกผลึกของ “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล”



