ข่าว

"คดียุบพรรค"จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

"คดียุบพรรค"จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

09 ส.ค. 2553

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น หลังจาก "นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เปิดใจกับสื่อต่างประเทศถึงกรอบเวลาของการยุบสภาเลือกตั้งใหม่อย่างเร็วที่สุดประมาณต้นปีหน้า

 เห็นได้จาก "พรรคเพื่อไทย" นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินสายเปิดปราศรัยหาเสียงทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหม่

 โดยนโยบายของ "เพื่อไทย" ชัดเจน คือ "ไม่ต้องมีใครเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเราต้องการเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับบ้าน"

 สรุปง่ายคืออาศัยกระแสทักษิณ เป็นจุดขายในการหาเสียง

 ความเคลื่อนทางการเมืองนับจากเดือนนี้เป็นต้นไปจะมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

 ตั้งแต่กระแสข่าวการซื้อตัว ส.ส.เพื่อลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ซึ่งจะมีการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 18-19 สิงหาคมนี้

 นอกจากนี้ การที่ "ฝ่ายรัฐบาล" มีเสียง ส.ส.อยู่ในมือจำนวนมาก ยังเป็นการแก้ปัญหา "สภาล่ม" เนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญนิติบัญญัติจะพิจารณากฎหมายสำคัญหลายฉบับ

 และในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ในกรณีการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

 ซึ่งการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องมีทั้งสิ้น 4 นัด จากเดิม กกต.เสนอพยานบุคคลทั้งสิ้น 83 ปาก โดยเสนอไต่สวนจำนวน 76 ปาก แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นสมควรให้นำมาไต่สวนเพียง 15 ปาก พยานที่เหลือให้ทำคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมายังศาล

 โดยนัดแรกในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ศาลนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง 3 ปาก ได้แก่ ส.ต.ท.ทชภล พรหมจันทร์ พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย

 นัดที่สอง ในวันที่ 23 สิงหาคม 5 ปาก ได้แก่ นายปกครอง สุนทรสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการ กกต. นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง นายกฤช เอื้อวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง และนางวราภรณ์ ณ ป้อมเพชร
 
 นัดที่สามในวันที่ 30 สิงหาคม จำนวน 4 ปาก ในส่วนพยานสำคัญของคดี ได้แก่ นายประจวบ  สังข์ขาว กรรมการผู้จัดการบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด น.ส.วิไลลักษณ์ ประสงค์ ภรรยานายประจวบ นายธงชัย ดลศรีชัย นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีนฯ

 และนัดที่สี่ในวันที่ 6 กันยายน 3 ปาก คือ น.ส.วาศิณี ทองเจือ นายสุชาติ เกิดเมฆ และ น.ส.มรกต กาญจนะนันท์

 จากนั้นศาลจะกำหนดนัดไต่สวนในส่วนของพยานฝ่ายผู้ถูกร้องคือ "พรรคประชาธิปัตย์"

 หลายฝ่ายเชื่อว่าคดี "ยุบพรรคประชาธิปัตย์" ทั้ง 2 คดี คือ คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท และกรณีการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จะมีผลต่อการเมืองในอนาคตหากประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้ง

 โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานเสียงของ "พรรคเพื่อไทย" เนื่องจากยังติดใจเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเชื่อว่าทุกวันนี้ถูกเลือกปฏิบัติ

 หากสังคมแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นมาตรฐานเดียว "พรรคเพื่อไทย" อาจไม่มีประเด็นในการโจมตีรัฐบาลหรือองค์กรอิสระ และการหาเสียงของ "พรรคเพื่อไทย" ที่เน้นจุดขายเพียง "เอาทักษิณกลับบ้าน" อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 เพราะประชาชนเริ่มที่จะเรียนรู้แล้วว่าการนำ "ทักษิณกลับบ้าน" โดยไม่ถูกดำเนินคดีเป็นเรื่องยาก เนื่องจากอาจถูกตั้งคำถามกลับเรื่อง "สองมาตรฐาน" ด้วยเช่นกัน

 การหาเสียงของ "พรรคเพื่อไทย" ระหว่างนี้จะนำเรื่องเก่ามาตอกย้ำโจมตีรัฐบาล เพราะพรรคเพื่อไทยเอง "หัวหน้าพรรค" ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ก็ไม่เป็นที่รู้จัก และไม่มีนโยบายใหม่มาเป็นจุดขาย ซึ่งจุดนี้เองถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ส.ส.เริ่มตีจาก

 ยกเว้นขาย "กระแสทักษิณ" ที่นานไปย่อมมีวันเสื่อม หากหลายปมที่ประชาชนยังกังขาเริ่มถูกคลี่คลาย

 มีนักวิชาการหลายคนตั้งคำถามเล่นๆ ว่าถ้าหลักฐานทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์อ่อนจนทำให้พรรคถูกสั่งยุบ อาจส่งผลให้กำลังสนับสนุนหลักของ "พรรคเพื่อไทย" คือ คนเสื้อแดง และกระแสทักษิณ ลดจำนวนลงไปด้วย

 แม้ว่าหลายคนอาจรู้สึกเสียดายความเป็นพรรคเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 60 ปี ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อกระทำความผิดจริงตามข้อร้องเรียนก็คงต้องถูกดำเนินการเหมือนกับพรรคการเมืองอื่น

 หากพบว่ากระทำความผิดไม่ใช่ "เก่าแก่" แล้วแตะต้องไม่ได้!

 นับจากวันที่ 9 สิงหาคมเป็นต้นไป ความเคลื่อนไหวการเมืองน่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะ "คดียุบพรรคประชาธิปัตย์" อาจเป็น "จุดเปลี่ยน" ทิศทางการเมืองไทยในอนาคต

สมถวิล เทพสวัสดิ์/ศรุติ ศรุตา