ข่าว

"เอ็นนู"ฝากรุ่นหลังพาธ.ก.ส.ฝ่ามรสุมมั่นใจเดินถูกทางพึ่งเศรษฐกิจพอเพียง

"เอ็นนู"ฝากรุ่นหลังพาธ.ก.ส.ฝ่ามรสุมมั่นใจเดินถูกทางพึ่งเศรษฐกิจพอเพียง

09 ส.ค. 2553

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถือเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายของรัฐในการดูแลเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มชนรากหญ้ามายาวนาน โดยหลายครั้งที่นโยบายของรัฐดูเหมือนจะสร้างความเสี่ยงให้ ธ.ก.ส.ไม่น้อย ทั้งการลดหนี้เกษ

"เอ็นนู ซื่อสุวรรณ" รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. นับเป็นบุคลากรลูกหม้อที่อยู่ใน ธ.ก.ส.มายาวนานถึง 38 ปีและเป็นผู้ผลักดันให้เกิดโครงการประกันรายได้เกษตรกรจนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งจะเกษียณอายุการทำงานลงในปีนี้ ได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจไว้ให้พนักงานรุ่นหลังเดินตามอย่างน่าสนใจ

 ธ.ก.ส.ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2509 ตอนนี้มีอายุ 43 ปี จุดเริ่มต้นเป็นเพราะประชาชนจำนวนมากถึง 95% เป็นหนี้นอกระบบ สมัยนั้นมีธนาคารสหกรณ์ แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก เพราะมีการตั้งกฎเกณฑ์กู้เงินยุ่งยาก รัฐบาลจึงมีแนวคิดจัดตั้ง ธ.ก.ส.ขึ้นมาภายใต้ พ.ร.บ.จัดตั้งพิเศษ และโอนทรัพย์สินมาจากธนาคารสหกรณ์ วัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะถึงตอนนี้ ธ.ก.ส.ก็กลับมาแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบอีกครั้ง

 ช่วงเริ่มต้น ธ.ก.ส.ได้รับจัดสรรงบประมาณมาปล่อยกู้ให้เกษตรกรปีละ 7-8 พันล้านบาท ต่อมาพบปัญหาว่าการพึ่งพาคนอื่นมาก พอถูกเรียกเงินคืนทำให้เกิดปัญหา จึงต้องปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ จากปล่อยสินเชื่อเกษตรกรมาเป็นสินเชื่อชนบท เริ่มมีการระดมเงินฝากเองและมีเงินช่วยเหลือต้นทุนต่ำจากต่างประเทศ เช่น โออีซีเอฟ ที่ให้กู้นาน 30 ปี คิดดอกเบี้ยแค่ 75 สตางค์เท่านั้น แต่เงินทุนดังกล่าวยังไม่พียงพอต่อการขยายงาน ทำให้ต้องพึ่งเงินกู้จากต่างประเทศ ทั้งธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ซึ่งในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งที่รัฐบาลปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว ก็ทำให้ ธ.ก.ส.ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 2 หมื่นล้านบาท

 ตั้งแต่นั้นมา ทำให้ ธ.ก.ส.เริ่มคิดถึงหลักในการดำเนินงานของธนาคารใหม่อีกครั้งว่า ควรจะยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนลาโบ้ แบงก์ของฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการเกษตรที่เก่าแก่และมีสาขาถึง 3,000 สาขา ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงธนาคารได้ง่าย และเสนอขอตั้งเอ็นจีโอใน ธ.ก.ส. โดยขอยึดเอาผลบุญของอาจารย์จำเนียร ผู้ก่อตั้ง ธ.ก.ส.และเอาพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช่วยแก้ปัญหาชาวบ้าน แต่การทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องขอผู้มีจิตอาสาช่วยชาวบ้าน โดยไม่ได้เงินโอที ไม่มีเงินเดือนเพิ่ม ต้องทำงานเสาร์-อาทิตย์ โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมเข้ามาช่วยฝึกอบรม พนักงานกลุ่มนี้ต้องเข้าไปคลุกคลีกินนอนกับชาวบ้านจริงๆ นานนับเดือน

 “การจะไปช่วยเขาต้องรู้จักเขาดีก่อน ตอนนั้นโชคดีได้อาจารย์ประเวศ วะสี เข้ามาช่วยสอนพนักงานให้ด้วย ตอนนั้นไม่มีแบงก์ไหนทำ เราทดลองทำทั้งโครงการเกษตรกรคนเก่ง โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน โดยเลือกชุมชนต้นแบบที่เขาคราม แม้จะมีชาวมุสลิมอยู่ถึง 70% แต่ 3 ปีผ่านไปก็ประสบความสำเร็จอย่างดี สะท้อนว่าการรู้ตัวเองจะพัฒนาตัวเองได้ดีทำให้เรายิ่งมั่นใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว”

 ฝ่ากระแสพักหนี้เพื่อความอยู่รอด
 นายเอ็นนูกล่าวว่า การดำเนินงานของ ธ.ก.ส.มีการปรับเปลี่ยนไปตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้งจากการเป็นธนาคารของเกษตรกร หรือธนาคารเพื่อชนบท จนมาถึงยุคสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมเขียนแผน หรือนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง และหนึ่งในนั้นคือ โครงการพักหนี้เกษตรกร พอได้เป็นรัฐบาลจึงต้องทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ จึงยืนยันไปว่า การพักหนี้ทำได้ แต่ไม่ควรพักหนี้ทั้งหมด ควรแยกออกเป็นกลุ่มที่พักหนี้และลดหนี้ ส่วนที่ยังเข้มแข็งไม่ควรพักหนี้ต้องให้แรงจูงใจที่ดีเช่น ลดดอกเบี้ยให้

 “ช่วงนั้นเป็นอะไรที่ชี้แจงหรือชักจูงให้ฝ่ายการเมืองเข้าใจได้ยากมากว่าไม่ควรทำการพักหนี้ทั้งหมด เพราะจะสร้างความเสียหายให้แก่ ธ.ก.ส.อย่างมาก จึงยืนยันไปว่า หากจะทำต้องแยกระหว่างพักหนี้กับลดหนี้ ผมก็โดนด่าเยอะมาก แต่สุดท้ายนายกฯ ทักษิณก็เชื่อ ไม่อยากให้ ธ.ก.ส.เจ๊ง เลยให้ไปเขียนเกณฑ์มาใหม่”

 การช่วยเหลือเกษตรกรครั้งนั้น พนักงานยังไม่มีความเชี่ยวชาญ ต้องส่งไปเรียนกับชุมชนสันติอโศก โดยมีการปรับหลักสูตรเพิ่มเติม จัดอบรมให้เรียนรู้วิธี ลด ละ เลิกอบายมุขที่ชุมชนดังกล่าวสอนกันมาตั้งแต่อายุ 7-70 ปี มีการฝึกอบรมเกษตรกรทั้ง 3 แสนคน ภายใน 3 ปี เพื่อเป็นการล้างใจก่อนล้างหนี้ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี จึงยิ่งเชื่อว่าการเดินตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถูกต้องแล้ว 

 “ช่วงทดลองทำปี 2545-47 ได้ผลดี ยิ่งทำก็ยิ่งมั่นใจว่า แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและชุมชนเข้มแข็งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พอปี 2549 เลยตัดสินใจเสนอบอร์ดให้ถือเป็นนโยบายของธนาคารและประกาศใช้มาถึงปัจจุบัน ทำให้ธนาคาร ลูกค้าและพนักงานขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน”
 
 นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับจีทีแซดของเยอรมนี ที่คอยช่วยเหลือด้านวิชาการมาตลอด 10 ปี และมีเบลเยียมที่ให้เงินสนับสนุนก้อนหนึ่งมาทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ในภาคอีสาน ซึ่งนอกจากปลูกพืชแล้วต้องมีขุดบ่อเลี้ยงปลาร่วมด้วย ที่สำคัญเยอรมันปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กว่า ให้เอารายได้หักเงินออมเหลือเท่าไหร่เป็นค่าใช้จ่าย ทำให้ประเทศเขามีทุนสำรองสูง ขณะที่คนไทยจะเอารายได้หักรายจ่ายยังไม่พอยังกลายเป็นมีหนี้สินเพิ่ม ธ.ก.ส.จึงส่งเสริมให้เกษตรกรทำบัญชีครัวเรือน รวมมาถึงพนักงานทุกฝ่ายทุกกองทุกสาขาด้วย

 จึงเรียกได้ว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส.เดินตามแนวทางของในหลวงทุกประการ และเปลี่ยนบทบาทจากพนักงานให้สินเชื่อมาเป็นที่ปรึกษา สนับสนุนให้ชาวบ้านได้เรียนรู้การจัดการไร่นา จัดการเงิน และช่วยแก้ปัญหาต่างๆ  และในฐานะที่ทำงาน ธ.ก.ส.มายาวนานก็อยากให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เข้ามาแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างจริงจัง ซึ่งสามารถแก้ได้หากโครงการประกันรายได้อยู่รอด และแก้ปัญหาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ที่เกิดขึ้นทุกปีจนทำให้คนรุ่นใหม่ทิ้งอาชีพเกษตรหนีไปทำงานในเมืองกันหมด มีเพียงคนชราที่ยังทำนาเท่านั้น

 “ตอนนี้ถ้าถามคนรุ่นใหม่คงไม่มีใครอยากทำการเกษตร ต่อไปหากการทำนาลดลงเรื่อยๆ เราคงต้องซื้อข้าวจากเวียดนามกิน ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก และสุดท้ายรัฐบาลต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้า เช่น แทนที่จะขายข้าวเปลือกหรือข้าวสารก็ทำเป็นข้าวนึ่งหรือข้าวสวย ซึ่งขายได้ราคาแพงกว่า”

  ปลูกฝังพนักงานคลุกคลีชาวบ้าน
 นายเอ็นนูกล่าวว่า พนักงานต้องปรับวิธีคิด วิธีการทำงานใหม่ ดังนั้นการรับพนักงานใหม่จะมีการอบรมทั้งทางทษฤฎีและปฏิบัติให้ไปเรียนรู้ กินอยู่กับชาวบ้าน เพื่อจะได้รับรู้ว่าชาวบ้านมีทุกข์มีสุขกันอย่างไร ขณะที่ชุมชนเองก็มีความตื่นตัวเข้าร่วมโครงการชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงไม่น้อย มีชุมชนพึ่งพาตนเอง 2,093 ชุมชน พึ่งพาซึ่งกันและกัน 311 ชุมชน และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย 75 ชุมชน โดยบ้านหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี ถือเป็นอีกชุมชนหนึ่งที่พึ่งพาตัวเองได้ มีเงินฝากเป็นร้อยล้านบาท และให้กู้เงินด้วยการแปลงความดีเป็นเงินกู้ แม้จะเป็นเรื่องของนามธรรม แต่ก็มีการตรวจสอบได้ จึงอยากให้ชุมชนต่างๆ เอาเป็นแบบอย่าง

 ลูกหม้อ ธ.ก.ส.ยังกล่าวด้วยความปลื้มใจว่า สุดท้ายสิ่งที่ ธ.ก.ส.ทำมาก็สัมฤทธิผล โดยปีนี้ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะขององค์กรที่มีผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และมูลนิธิชัยพัฒนา

 พร้อมฝากทิ้งท้ายว่า อยากให้ ธ.ก.ส.ยึดถือเป็นแนวทางการทำงานต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้จัดการคนปัจจุบันก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ จึงตั้งสถาบันจำเนียร สาระนาด เพื่อพัฒนาเกษตรกรและชนบทช่วยขับเคลื่อนการสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างจริงจัง และในโอกาสที่จะเกษียณอายุในปีนี้ก็พร้อมจะเข้าไปช่วยงานในสถาบัน นอกเหนือจากหน้าที่สำคัญในคณะกรรมการสมัชชาเกษตกรที่ต้องศึกษาปฏิรูปประเทศไทยชุดที่ นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน