ข่าว

แนะยกระดับผู้มีรายได้ปานกลางหวังแผน11หนุนโตตามเพื่อนบ้าน-คลังยันต้องทำงบขาดดุล

แนะยกระดับผู้มีรายได้ปานกลางหวังแผน11หนุนโตตามเพื่อนบ้าน-คลังยันต้องทำงบขาดดุล

09 ส.ค. 2553

เอกชนหนุนแผน 11 เน้นยกระดับผู้มีรายได้ปานกลางให้โตทันเพื่อนบ้าน หลังพบรายได้ต่อหัวยังต่ำ แนะดึงจุดเด่นด้านอาหาร ประมง ท่องเที่ยวมาพัฒนาให้เข้มแข็งลดการพึ่งพาลงทุนจากต่างชาติ ด้านคลังยันต้องทำงบขาดดุลอีกระยะ เหตุรัฐจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนโครงส้รางพื้นฐานอี

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนา ทิศทางการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ว่า แม้ไทยจะประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จนทำให้แก้ปัญหาความยากจนด้วยการเร่งผลิตสินค้าราคาถูก ใช้แรงงานราคาถูก แต่มีการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง นโยบายดังกล่าวจะใช้พัฒนาประเทศต่อไปไม่ได้แล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนการพัฒนา ยกระดับผู้มีรายได้ปานกลางให้เติบโตทันกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะรายได้ต่อหัวยังต่ำกว่าสิงคโปร์ 3.5 เท่า ต่ำกว่าฮ่องกง 4 เท่า เกาหลีใต้ 2.6 เท่า มาเลเซีย 1.2 เท่า จึงควรพยายามให้หลุดพ้นกับดักรายได้ระดับปานกลางของคนส่วนใหญ่ ก้าวไปสู่การมีรายได้สูง และกระจายอย่างทั่วถึงไปยังทุกกลุ่ม

 นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอนาคต ควรมองย้อนหลังไป 15 ปี ว่า ที่ผ่านมาเกิดปัญหาอย่างไรบ้าง เพราะขณะนี้แม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่ประชาชนยังมีความรู้สึกไม่เท่าเทียม เกิดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและแนวคิด จนเกิดวิกฤติการเมืองที่รุนแรงเช่นที่ผ่านมา

 นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ไทยจะร่วมกับสมาชิกอาเซียนก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่หากการศึกษาของไทยยังไม่ปฏิรูปแนวคิดการเรียนการสอน จะไล่ตามประเทศเพื่อนบ้านไม่ทัน ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา วิจัย ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับการพัฒนาทางสังคม

 นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดทำแผน 11 ควรดึงจุดเด่นของไทยที่มีศักยภาพทั้งด้านอาหาร ประมง การเกษตร ท่องเที่ยว มาพัฒนาให้เข้มแข็ง เพราะการพึ่งพาการส่งออกที่มีรายได้สูงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนของต่างชาติ

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณทำบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกันว่าจะทำให้งบประมาณกลับเข้าภาวะสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้าว่า ภาครัฐยังมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากไทยยังมีความจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนหลายล้านล้านบาทในการยกระดับโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข ระบบคมนาคมขนส่ง และแหล่งน้ำ ซึ่งการจะปรับให้เข้าสู่ระดับที่สมดุลในช่วงนี้คงยังไม่สามารถทำได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาแผนการคลังในระยะ 5-10 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอนำเสนอในรายละเอียด