
คืนคนดีสู่สังคม (2)
คราวที่แล้วผมทิ้งท้ายไว้ว่าการให้โอกาสกับคนที่เคยกระทำผิดและพ้นโทษแล้ว (ไม่เกี่ยวกับคดีก่อการร้ายหรือใครบางคนที่อยู่ต่างแดน) กลับเข้ามาสู่สังคมเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ครอบครัว และสังคมอีกครั้งหนึ่งหลังจากชดใช้ความผิดแล้วเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันเป็นวาร
เรื่องนี้ต้องถามความเห็นจากคนในสังคมเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งกันภายหลังเพราะประเด็นการคืนคนดีสู่สังคมจะต่อเนื่องจากปัญหาคนล้นคุกซึ่งหลายคนคงไม่รู้ว่าเรือนจำทั้งประเทศมีความจุผู้ต้องขังได้ประมาณ 1.2 แสนคน แต่ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทั้งสิ้นประมาณ 2 แสนคน เราคงนึกภาพออกว่าคนเหล่านี้จะอยู่กันแออัดเพียงใด
คงมีคำตอบได้อีกว่าช่างประไรเมื่อทำผิดต้องถูกลงโทษจะให้อยู่อย่างสบายได้อย่างไร ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ แต่อยู่ตรงที่ว่าเมื่อการดูแลไม่ทั่วถึงจึงทำให้การแก้ไขฟื้นฟูให้คนเหล่านี้สำนึกผิดและกลับเป็นคนดีไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีกครั้งไม่อาจทำได้อย่างเต็มที่ ผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมก็คือคนทำผิดเมื่อพ้นโทษแล้วมีโอกาสทำผิดซ้ำอีกสูงมาก
ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านทุกคนรู้ว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดยิ่งท่ามกลางปัญหารุมเร้าในยุคปัจจุบัน การทำมาหากินได้อย่างปลอดภัยน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ดังนั้นสิ่งที่เราคาดหวังจากรัฐบาลก็คือการมีนโยบายและมาตรการทางการบริหารที่ชัดเจนเพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข
การบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมจึงเป็นสิ่งที่คาดหวังได้เพื่อหวังผลให้คนร้ายได้เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง และสำหรับคนกระทำผิดต้องมีบทลงโทษที่สาสมกับความผิด ซึ่งแน่นอนการจำคุกจึงเป็นการลงโทษที่หนักและมีผลเหมือนได้มีการแก้แค้นให้แก่คนที่ได้รับความเสียหาย
ส่วนใหญ่เราเข้าใจกันได้ว่าการแก้แค้นต้องมีวันยุติ ซึ่งหมายความว่าสักวันผู้ต้องขังต้องพ้นโทษจากการชดใช้กรรมที่ตัวเองได้ก่อขึ้น ยกเว้นแต่คนที่ทำผิดอย่างอุกฉกรรจ์จริงๆ ที่ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องขบคิดกันต่อไปว่าเราจะเข้มข้นจริงจังกับโทษประหารชีวิตมากน้อยแค่ไหน เราลองมานึกภาพดูว่าคนที่ต้องใช้เวลาอยู่ในเรือนจำเป็นเวลานานหลายปีและต้องออกมาเผชิญสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ที่ตนเองเคยรับรู้มาคงต้องมีความยากลำบากในการกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งหนึ่ง
เราพร้อมจะให้โอกาสกับคนเหล่านี้อีกครั้งหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวมาและขาดทักษะในการทำมาหากินท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และบางคนครอบครัวต้องแตกแยกไปจากเดิม แถมยังขาดการศึกษาที่ทันสมัยอีกด้วย เพราะถ้าเราไม่ให้โอกาสแก่เขาเหล่านั้นย่อมเป็นที่แน่นอนว่าเขาต้องจนตรอกและหันกลับมาประกอบอาชญากรรมอีกครั้งเป็นวงจรอุบาทว์วนเวียนเรื่อยไป
นโยบายรัฐต้องหันมาสนใจกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง ส่วนชุมชนและสังคมหากมุ่งแต่จะแก้แค้นและไม่ให้โอกาส ผลลัพธ์อาจจะร้ายแรงกว่าที่คิดก็ได้



