
พายเรือในอ่างน้ำลาย
การถกกันเรื่องปัญหาปราสาทพระวิหาร ระหว่างทีมรัฐบาลกับเครือข่ายภาคประชาชนจบลงหลังจาก 3 ชั่วโมง เป็นการถ่ายทอดสดผ่านทีวีของรัฐ ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสรับฟังเหตุผล หลักฐาน และจุดยืนของทั้งสองฝ่ายว่าเหมือน แตกต่างกันหรือไม่
การเจรจาที่สรุปได้ คือทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่ากัมพูชาได้เข้ามายึดครองพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และจะต้องทำโดยวิธีต่างๆ เพื่อผลักดันให้ฝ่ายกัมพูชาออกไป โดยใช้มาตรการทางการทูตและการทหาร แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร
ยังมีประเด็นมองต่างกันโดยเฉพาะเอ็มโอยู 2543 และวิธีจัดการปัญหานี้ ถ้าจะมองอย่างให้เห็นภาพชัดก็คือ ทั้งสองฝ่ายเหมือนพายเรืออยู่อ่างน้ำลาย เริ่มต้นด้วยการทำเรือให้นิ่ง จากนั้นเริ่มพาย ช่วงแรกจะพยายามพายไปในทิศทางต่างคนต่างไป
มีทั้งพายไปในทิศทางเดียวกัน และสวนทางกัน เพื่อหาจุดร่วมกันก่อนว่าในประเด็นต่างๆ นั้น มีความเห็นแตกต่าง หรือเหมือนกันอย่างไร เพื่อหาจุดเริ่มต้น
หลังจากนั้นเราจะเห็นว่าบางครั้งก็พายวนสวนทางกัน บางครั้งก็ไปทิศทางเดียวกัน บางครั้งก็จะพายสวนกันสลับเป็นฟันปลา มีทั้งข้อกล่าวหาและข้อแก้ตัว ฝ่ายรัฐบาลไม่ให้ถูกมองว่าเป็นพวกขายชาติ ฝ่ายประชาชนก็ว่าไม่ใช่พวกคลั่งชาติ
ผลสุดท้าย หาข้อสรุปง่ายๆ ว่ามีความแตกต่างด้านปลีกย่อยแต่สำคัญ ถ้าล่าช้า ไม่ทำอะไร ปล่อยให้เวลาผ่านไป กัมพูชาจะตีกิน ส่งคนเข้ามายึดพื้นที่เพิ่มอีกเรื่อยๆ เหมือนการครอบครองปรปักษ์ และจะยากถ้าใช้กำลังทหารผลักดัน ต้องมีเจ็บตาย
นายกฯ มาร์ค ซึ่งพูดมากกว่าทุกคน สรุปคลุมว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมกันเรื่องหาทางให้กัมพูชาออกไป แต่ต้องร่วมมือทำงานกัน อย่ากล่าวหาซึ่งกันและกัน
ดูเหมือนว่าจบด้วยบรรยากาศที่ดีกว่าก่อนเริ่มเจรจากัน แน่นอน ฝ่ายประชาชนยังตะหงิดๆ ในหลายประเด็น เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลใจเย็น กว่าถั่วสุกงาก็ไหม้
ฝ่ายที่เฝ้าชม ติดตามการถก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นเครือข่ายทักษิณ เช่นบางกลุ่มในพรรคเพื่อคนหนีคุก ทนาย นักกฎหมาย และคณะที่ไปทำความเสียหายในการลงนามในข้อตกลงต่างๆ ตามคำบัญชาของนายใหญ่ ซึ่งต้องการแบ่งทรัพย์สินในทะเลกับเขมร
พวกนี้คงมองไป คุยกันไป หาทางออกสำหรับพวกตัวเอง ขณะเดียวกันก็จะหาทางเสี้ยม เพื่อไม่ให้ฝ่ายเครือข่ายประชาชนและรัฐบาลร่วมมือกันทำงานสำเร็จ เพราะกลุ่มเครือข่ายทักษิณจะเสียประโยชน์ เพราะนายใหญ่เป็นที่ปรึกษาฮุน เซน
อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งชมการถกคือพวกที่อยู่ในกัมพูชา มีทั้งพวกแดงก่อการร้ายหนีการจับกุมไปอยู่ที่นั่น เพราะอนาคตของตัวเองผูกพันกับความสัมพันธ์ไทย-เขมร
พวกนี้ต้องคุยกับ “นายใหญ่เหลี่ยม” ทุกระยะ ว่าทิศทางการคุยเป็นอย่างไร!
ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาต้องนั่งหน้าจอเช่นกัน โดยเฉพาะเขมรที่พูดไทยได้ เช่น รัฐมนตรีกลาโหม เตีย บัน และทีมมือขวา มือซ้ายของฮุน เซน ต้องแปลทุกระยะ เพราะเดิมพันศึกชิงพื้นที่ปราสาทพระวิหารยิ่งใหญ่มากสำหรับอนาคตของฮุน เซน
ฝ่ายทหารของไทยและกัมพูชา ก็ต้องมองท่าทีของนายกฯ มาร์คเช่นกัน คำพูดจะสรุปผลว่าเมื่อการทูตล้มเหลว การรบเพื่อชิงพื้นที่ย่อมเป็นทางเลือกสุดท้ายนิ! อิอิอิ!!!



