
เมืองแห่ง "ม็อบ"
ต่อไปนี้บ้านเราเมืองเราจะเต็มไปด้วยการชุมนุมทางการเมือง
ไม่ผิดหรอก หากไม่มีกฎหมายหรือประกาศบังคับไว้
กลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ที่นำโดยนายวีระ สมความคิด และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้ตั้งเวทีปราศรัยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2543 กรณีเขาพระวิหาร ที่ร้อนฉ่าอยู่ในขณะนี้
กรุงเทพฯ ขณะนี้อยู่ภายใต้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประกาศห้ามชุมนุมในพื้นที่รอบๆ ทำเนียบรัฐบาล
การชุมนุมครั้งนี้จะละเมิดกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะผลที่ตามมามีมากมายทั้งในแง่สังคมและเศรษฐกิจ
รัฐบาลเองต้องพึงระวังอย่างยิ่งถึงมาตรฐานทางกฎหมายระหว่างผู้ชุมนุมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เพิ่งถูกกระชับพื้นที่สลายการชุมนุมไปเมื่อไม่นานมานี้
ถ้าเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายต้องรีบดำเนินการทันที ไม่เช่นนั้นกลุ่มเสื้อแดงหรืออื่นๆ อาจใช้เป็นข้ออ้างในการชุมนุมได้เช่นกัน
ถึงเวลานั้นรัฐบาลจะอ้างอย่างไร ในเมื่อกฎหมายฉบับเดียวกัน แต่บังคับใช้ต่างกัน
ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับกลุ่มผู้ชุมนุมก็บอกเป็นนัยได้ระดับหนึ่ง วันก่อนท่านเชิญตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมไปพบที่ทำเนียบ กลับออกมามีมติไปรวมตัวกันที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะประกาศจะไปเรียกร้องกันที่ทำเนียบ มีเพียงบางส่วนที่นัดรวมตัวกันที่ทำเนียบและย้ายไปอยู่แถวกองทัพภาคที่ 1
ความจริงแม้ชุมนุมโดยสงบแต่เมื่อกฎหมายและคำสั่งจาก ศอฉ. ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับสถานการณ์บ้านเมืองมีผลบังคับ หากมาตรฐานเหมือนกัน ก็ไม่มีข้อครหา
วันนี้คนไทยมีรอยร้าว ยังสมานกันได้ไม่สนิท ถ้ากฎหมายอ่อนแอ สังคมจะยึดอะไรเป็นกติกา
ตรงข้ามหากคนเสื้อแดงมาชุมนุมบ้างจะเกิดอะไรขึ้น ที่ผ่านมาคนอาจยังรู้สึกไม่ดีต่อวิธีการของคนเสื้อแดงที่ทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อน แต่หากอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน สิทธิย่อมเท่ากันทุกประการ
หนักใจแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้การชุมนุมจะสลายไปหรือไม่ก็ตาม ถ้าเข้าข่ายผิดก็ต้องดำเนินการ ไม่ทำก็ถูกมองว่าสองมาตรฐาน ไม่งั้นอาจเกิดปมการเมืองขึ้นมาใหม่
เลือกตัดไฟเสียแต่ต้นลม ก่อนที่ประเทศเราจะเต็มไปด้วยการชุมนุมที่ไม่มีกฎหมายใดบังคับได้!!



