ข่าว

ชวนจี้สุรินทร์-สุขุมพันธุ์แจงปชช.เอ็มโอยู43

ชวนจี้สุรินทร์-สุขุมพันธุ์แจงปชช.เอ็มโอยู43

08 ส.ค. 2553

“ชวน” ย้ำ เอ็มโอยู 43 ไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน จี้ "สุรินทร์-สุขุมพันธุ์" เร่งทำความเข้าใจกับปชช.อย่าผลักภาระให้กับนายกฯตอบเพียงคนเดียว โพล ร้อยละ 41.09 หวั่นความขัดแย้ง“เขาพระวิหารบานปลายมากขึ้น ร้อยละ 46.77% ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว

เมื่อเวลา 15.00 น.8 ส.ค.นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างราชาอาณาจักร พ.ศ.2543 หรือเอ็มโอยู ว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลจะเป็นผู้อธิบายได้ดีที่สุด รวมถึงคนในกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นต้นเรื่องดังกล่าว จริงๆแล้วเป็นเรื่องการทำงานเพื่อความก้าวหน้าในการปักปันเขตแดนในสมัยก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่า พื้นที่รอบประเทศไทยมีอาณาเขตติดกับเพื่อนบ้าน แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลไปแต่ประเทศเพื่อนบ้านไม่เปลี่ยน

ดังนั้นประเด็นปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกประเทศ แต่บางประเทศปัญหาน้อย เพราะการปักปันพื้นที่เขตแดนทำได้เร็ว เช่นมาเลเซีย ส่วนเอ็มโอยู 2543 นั้น ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือเป็นเครื่องมือปักปันเขตแดนของประเทศไทยกับกัมพูชา ดังนั้นการที่กระทวงการต่างประเทศตัดสินใจในการดำเนินการทำเอ็มโอยูขณะนั้นก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แต่หลังจากปี2544มีเรื่องผลประโยชน์ระหว่างประเทศกับผลประโยชน์ของบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดเป็นปัญหา

 นายชวน กล่าวอีกว่า เห็นได้ว่าหลังมีการเซ็นเอ็มโอยูทุกด้านมีความก้าวหน้าตามลำดับ เพิ่งจะมีปัญหาในช่วงหลัง ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่เป็นผู้ทำเรื่องดังกล่าวได้ออกมาอธิบายให้คนทราบบ้าง ว่าที่ไปที่มาของเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่เวลานี้กลายเป็นภาระที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เชื่อว่าการทำเอ็มโอยูดังกล่าวเกือบทุกรัฐบาล ตนกล้าพูดได้เลยว่ามองประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แต่ที่ต้องระวังคือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ปัญหาจะเบี่ยงเบนได้เสมอ

โพลชี้ร้อยละ41.09หวั่นความขัดแย้งพระวิหารบานปลายมากขึ้น

 จากที่มีการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ กรณี ปราสาทเขาพระวิหาร โดยขอให้รัฐบาลชี้แจงประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการทำบันทึกความร่วมมือ “MOU 2000”  พร้อมพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีกครั้งและจะบานปลายยิ่งขึ้น  “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  จึงได้สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล  จำนวน 1,059 คน ระหว่างวันที่ 7-8 สิงหาคม 2553  สรุปผลได้ดังนี้

 ประชาชนคิดอย่างไร ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้อง คัดค้าน กรณี เขาพระวิหาร พบว่า กลัวว่าจะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่บานปลายมากขึ้น ร้อยละ  41.09% , เป็นการแสดงออกซึ่งความห่วงใย เกรงว่าจะต้องเสียดินแดนไป ร้อยละ 23.60% , ยังไม่ควรออกมาตอนนี้ เพราะยังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ / ถือเป็นการกระทำที่ผิด กฎหมาย ร้อยละ  15.72% , ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอก /ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ปัญหา  ร้อยละ  11.31%  และ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของประเทศ  8.28%

 ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่?  ที่กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ พบว่า ไม่เห็นด้วย  ร้อยละ 46.77%เพราะกลัวว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ,ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ , ทำให้รัฐบาลต้องหันมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจนไม่มีเวลาแก้ปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ ฯลฯ , เห็นด้วย ร้อยละ 27.42% เพราะเป็นการแสดงออกของคนไทยที่มีความรักและหวงแหนประเทศไทย ,ต้องการให้รัฐบาลรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ยิ่งขึ้น ฯลฯ  และ  ไม่แน่ใจ ร้อยละ 25.81% เพราะขึ้นอยู่กับผู้นำการชุมนุมในครั้งนี้ว่าจะควบคุมดูแลได้ดีมากน้อยเพียงใด , รัฐบาลจะมีวิธีดำเนินการกับกลุ่ม ผู้ชุมนุมอย่างไร? ,กลัวว่าจะมีเรื่องการเมืองมาแอบแฝง ฯลฯ

 การออกมาชุมนุมครั้งนี้ ก่อให้เกิดผลดี - ผลเสียมากกว่ากัน พบว่า  ผลเสียมากกว่า ร้อยละ 37.10% เพราะทำให้สถานการณ์ในตอนนี้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ,ประชาชนวิตกกังวลมากขึ้น กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก ฯลฯ  , พอๆกัน ร้อยละ 24.19% เพราะประเด็นที่นำมาสู่การชุมนุมในตอนนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ /ไม่รู้ว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน ฯลฯ  , ไม่แน่ใจ ร้อยละ 20.97% เพราะยังไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ,ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฯลฯ และ  ผลดีมากกว่า ร้อยละ 17.74% เพราะจากการออกมาชุมนุมครั้งนี้อาจส่งผลให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หันมาทบทวนอีกครั้ง ฯลฯ

 รัฐบาลควรดำเนินการอย่างไร? กับกลุ่มผู้ชุมนุม พบว่า  ใช้การเจรจา ขอความร่วมมือกับผู้ชุมนุม /ชี้แจงข้อสงสัยต่างๆให้รับทราบ ร้อยละ 64.16% , ปฏิบัติตามกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อมีการทำผิด เพื่อป้องกันการกล่าวหาว่าปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ร้อยละ 18.31%  และ ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจลงไปยังพื้นที่ที่มีการชุมนุมเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้อยละ 17.53%

 ในฐานะคนไทย กรณี เขาพระวิหารควรทำอย่างไร  พบว่า  เป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องให้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ร้อยละ 30.24% , ไม่อยากให้เรื่องนี้ก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติและสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศให้มากขึ้น ร้อยละ 22.27% , รัฐบาลต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งด้านหลักฐาน ข้อมูลและทีมงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ กฎหมาย ฯลฯ ร้อยละ 21.53% , อยากให้เรื่องนี้ยุติลงโดยเร็ว มีผลต่อความเป็นอยู่และการค้าขายของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น  /รัฐบาลต้องอดทน ใช้วิธีการเจรจาในการแก้ปัญหา ร้อยละ 15.04% และ อยู่เฉยๆ / จะคอยติดตามข่าวสารต่อไป 10.92%