ข่าว

สหรัฐไฟเขียวเวียดนามเสริมสมรรถนะนุกนักวิชาการติง

สหรัฐไฟเขียวเวียดนามเสริมสมรรถนะนุกนักวิชาการติง

08 ส.ค. 2553

วอชิงตัน-รัฐบาลสหรัฐยอมรับต่อสภาคองเกรสว่าในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับเวียดนามที่ลงนามเมื่อเดือนมีนาคม ไม่ได้ระบุว่าห้ามทำการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม นักวิชาการเชื่อรัฐบาลสหรัฐกำลังหาเรื่องเข้าตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ (7 ส.ค.) โดยอ้างแหล่งข่าวสมาชิกสภาคองเกรส 2 คนที่ได้รับฟังการแถลงของรัฐบาลต่อกรณีการสร้างความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับเวียดนามว่า รัฐบาลไม่ได้มีท่าทีที่จะผลักดันให้เวียดนามยอมรับข้อตกลงไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมในลักษณะเดียวกับข้อตกลงที่สหรัฐทำกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งที่เป็นกฎเหล็กที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐผลักดันให้ประเทศคู่สัญญาทุกประเทศลงนามยินยอมไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพราะเสี่ยงต่อการที่ประเทศนั้นๆ นำยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะมาใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์

 ในปี 2552 สหรัฐได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่สัญญาว่าจะไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมและจะไม่สกัดเอาพลูโตเนียมออกมาจากแท่งเชื้อเพลิงที่หมดอายุแล้ว ซึ่งอาจนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แลกกับเทคโนโลยี เตาปฏิกรณ์และอุปกรณ์ประกอบจากสหรัฐ

 รัฐบาลสหรัฐต้องการให้ต่างประเทศที่มีหรือจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใม่ทำการเสริมสมรรนะยูเรเนียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่านที่สหรัฐและประเทศตะวันตกเชื่อว่ากำลังผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ ขณะที่รัฐบาลอิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียรในประเทศนั้นมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

 อย่างไรก็ตามหลายประเทศมองว่าการที่สหรัฐเข้าไปกำหนดกฎเกณฑ์ให้ประเทศต่างๆ ไม่ทำการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรือนำแท่งเชื้อเพลิงที่ผ่านการใช้งานมาแล้วนำมาผ่านกระบวนการเพื่อนำมาใช้ใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ไมสมควร เพราะสหรัฐกำลังละเมิดเอกราชของประเทศนั้นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (เอ็นพีที) มีสิทธิที่จะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน แต่มีเงื่อนไขว่าการใช้งานยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถภาพต้องอยู่ในพื้นที่ประเทศและมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด

 ทั้งนี้สหรัฐและเวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อปูทางให้บริษัทเอกชนสหรัฐขายอุปกรณ์และเครื่องจักร รวมทั้งเป็นผู้สร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในเวียดนาม

 ด้านนายเฮนรี โซโคลสกี้ ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันศึกษานโยบายป้องกันการเผยแพร่ ได้ตั้งคำถามไปยังรัฐบาลสหรัฐว่า "เป็นการสมควรแล้วหรือที่จะใช้ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือในการสร้างมิตรประเทศ " ทั้งยังระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการใช้ "สองมาตรฐาน" เพราะนอกจากจะต้องอ่อนข้อให้แก่เวียดนามและรังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่สหรัฐมากขึ้น