ข่าว

'มาร์ค'ถกภาคปชช.ลั่นMOUเอื้อประโยชน์ไทย

'มาร์ค'ถกภาคปชช.ลั่นMOUเอื้อประโยชน์ไทย

09 ส.ค. 2553

"อภิสิทธิ์"นำทีมถกภาคปชช.แจงพระวิหาร ลั่นไม่ล้มเอ็มโอยู เผย เอื้อประโยชน์ฝ่ายไทย ชี้ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนแผนที่ 1:2 แสนล้ำแดนไทย ยันรบทางเลือกสุดท้าย พันธมิตร-ม็อบคาใจนายกฯแต่ยอมสลายอ้างมวลชนน้อย เล็งปรับยุทธวิธีสู้ใหม่

การจัดรายการพิเศษเพื่อชี้แจงเรื่องปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ทับซ้อนเขตแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เมื่อเวลา 10.20-13.00 น. วันที่ 8 สิงหาคม โดยฝ่ายรัฐบาลประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ พล.ท.อมรเทพ โรจนสโรช เจ้ากรมแผนที่ทหาร และนายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

 ส่วนภาคประชาชนประกอบด้วย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสมปอง สุจริตกุล อดีตทนายความคดีปราสาทพระวิหาร นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ และนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ

 การชี้แจงเริ่มย้อนความเป็นมาของปัญหาเริ่มจากคดีปราสาทพระวิหารที่กัมพูชานำขึ้นฟ้องศาลโลกเมื่อปี 2502 ศาลตัดสินเพียงว่าปราสาทพระวิหารอยู่บนอธิปไตยของกัมพูชา แต่ไม่ได้กล่าวถึงแผนที่ 1 : 200,000 ที่ฝ่ายกัมพูชาแนบท้ายคำฟ้องเป็นภาคผนวกที่ 1 ซึ่งนายสมปองย้ำว่าผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยได้มีคำพิพากษาว่าแผนที่ดังกล่าวใช้ไม่ได้ เพราะขัดหลักสันปันน้ำ ไม่เป็นไปตามอนุสัญญา 1904 และสนธิสัญญา 1907 หากคำพิพากษาหลักไม่ได้พูดถึงก็ถือว่าคำพิพากษาเสียงข้างน้อยเป็นคำพิพากษา

 จากนั้นได้พูดถึงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา นายสุวิทย์อ้างว่าพยายามคัดค้านเรื่องนี้มาตลอด โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าแผนการจัดการไม่สมบูรณ์ แผนที่ที่กัมพูชาเสนอมายังไม่ชัดเจน ฉะนั้นยังไม่ถือว่าไทยเสียดินแดนรอบปราสาทพระวิหาร นายอภิสิทธิ์ย้ำด้วยว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่เกี่ยวกับเขตแดน ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่นายสุวิทย์จะไปเซ็นยกดินแดนให้ใคร

นายกฯ ยันไม่มีพื้นที่ทับซ้อน

 นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า เรื่องนี้ซับซ้อนและมีที่มายาวนาน จึงได้พบผู้แทนเครือข่ายนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อเป็นจุดเริ่มของการทำงานร่วมกันของภาครัฐกับประชาชนต่อไป ต้นตอของปัญหานี้เกิดเมื่อปี 2505 เมื่อกัมพูชาได้นำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลโลก และมีคำพิพากษาว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา รัฐบาลในขณะนั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคารพคำตัดสินใจ แต่พื้นที่โดยรอบเรายังไม่ยอมรับ ต่อมาในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาเมื่อปี 2551 ทำให้เกิดปัญหาเสมือนว่าไทยไปยอมรับกับข้อเสนอของกัมพูชา รัฐบาลชุดนี้พยายามตามแก้ไขในสิ่งที่รัฐบาลในอดีตได้กระทำผิดไปแล้ว

 "ผมยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน อีกทั้งต้องทักท้วงบทบาทของยูเนสโก (องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) ต้องส่งเสริมสันติภาพไม่ใช่ก่อให้เกิดภาวะสงคราม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ชี้แผนที่ 1:2 แสนล้ำแดนไทย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ปัญหาเริ่มปี 2505 มีการต่อสู้ทางคดี ไทยถือว่าเขตแดนกำหนดโดยสนธิสัญญาซึ่งยึดสันปันน้ำ ตอนนั้นฝ่ายไทยมั่นใจว่าปราสาทเป็นของไทย ส่วนกัมพูชาต่อสู้โดยอ้างอิงแผนที่ที่เรียกกันว่า 1 : 200,000 ซึ่งทำโดยฝรั่งเศส ฝ่ายไทยโต้แย้งว่ารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย และไม่ใช่เป็นไปตามที่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญากำหนด

 อย่างไรก็ตาม ครั้งนั้นศาลโลกวินิจฉัยว่า 1.ศาลไม่ได้ตัดสินก้าวล่วงว่าเขตแดนไทย-กัมพูชาอยู่จุดใด 2.ศาลไม่ได้รับรองแผนที่ของกัมพูชา แต่อ้างว่าไทยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน และได้ตัดสินว่าตัวปราสาทอยู่เป็นของกัมพูชา

 "ตอนนั้นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคารพมติศาลโลกและออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นแนวปฏิบัติเรื่องปราสาท แต่พื้นที่รอบๆ ปราสาทไม่ได้ยอมรับและขอสงวนสิทธิ์ต่อคำพิพากษา ผมเคยอภิปรายในสภาแบบนี้ และตอนนี้ก็ยืนยันเหมือนเดิม และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ก็พยายามค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมตลอด" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พธม.แฉไทยเสียพื้นที่ 50 ไร่

 นายปานเทพและนายเทพมนตรีตั้งข้อสังเกตว่ามติ ครม.เมื่อปี 2505 ได้กั้นรั้วทิศเหนือและตะวันตกของปราสาท โดยรั้วนั้นไม่ใช่เส้นเขตแดน ต่อมาในยุคปัจจุบัน แผนที่ตรงนี้คือแผนที่ แอล 7017 ที่ฝ่ายไทยยึด แต่รัฐบาลที่แล้วนายนพดล ปัทมะ เป็น รมว.ต่างประเทศ เมื่อปี 2551 มติกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 ที่ควิเบก แคนาดา ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทำให้ไทยเสียพื้นที่โดยรอบปราสาทไปแล้วในเบื้องต้น 50 ไร่

 ด้านนายสุวิทย์ ยอมรับก่อนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ปราสาทถูกขึ้นทะเบียนไปแล้ว ตั้งแต่สมัยนายนพดลหลังการออกแถลงการณ์ร่วม และถูกนำไปใช้อ้างอิง แต่เราได้ทักท้วงมาแล้ว 2ครั้ง เพราะตัวปราสาทต้องชัดเจน มติยูเนสโกไม่ใช่ทำให้ไทยต้องเสียอธิปไตย การเสียดินแดนเมื่อถูกครอบครอง ดังนั้นการคัดค้านจึงถือเป็นการสงวนสิทธิ์ ซึ่งจากการประชุมครั้งหลังสุดที่ประเทศบราซิล ไทยประสบความยากลำบากไม่มีข้อมูล เนื่องจากยังไม่ได้รับเอกสารจนมาถึงวินาทีสุดท้ายที่ได้เห็นเอกสารที่กัมพูชายื่นเข้าไปจึงได้คัดค้าน เพราะจุดยืนของไทยต้องแยกจากมติของคณะกรรมการมรดกโลก

 ทั้งนี้นายปานเทพได้นำแผนที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตามคำพิพากษาศาลโลก กัมพูชามีสนธิเหนือตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น แต่ต้องยอมรับปัญหาข้อพิพาทนี้เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เพราะกัมพูชาเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ซึ่งปัญหามรดกโลก สันปันน้ำ บันทึกความเข้าใจระหว่างราชาอาณาจักร พ.ศ.2543 (เอ็มโอยู) ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกัน และปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของฝ่ายกัมพูชาซึ่งเป็นที่วิตกของทุกฝ่าย และจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ต้องยกเลิกเอ็มโอยู 43 โดยให้ยึดสนธิสัญญาเพียงอย่างเดียว

ไม่ล้มเอ็มโอยู-รบเลือกสุดท้าย

 ส่วนแนวโน้มในการยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2543 นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลยกเลิกเอ็มยูโอ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะไปตกลงกับกัมพูชา โดยไม่มีเงื่อนไขก็ยิ่งง่ายกันไปใหญ่ ขอยืนยันว่าเอ็มโอยู 2543 ไม่ได้ยอมรับเรื่องแผนที่ และเหตุที่ไม่ยกเลิกเพราะต้องการใช้ประโยชน์ตรงนี้ในการดูแลสถานการณ์ของประเทศ แต่ในอนาคตไม่ต้องห่วงรัฐบาลไทยจะทำเพื่อรักษาอธิปไตย

 "วิธีการจะใช้การทูตผสมผสานกับการทหาร ได้ให้นายกษิตคุยกับ รมว.กลาโหมและกองทัพ เพื่อดูว่าจะใช้แนวทางอย่างไรต่อไป ซึ่งไม่ควรนำมาพูดในที่นี้ หรือหากจะต้องมีการใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะต้องดูผลกระทบที่เกิดกับการเมืองระหว่างประเทศ ยืนยันว่าเอ็มโอยู 2543 ที่เป็นตัวล็อกไว้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่เข้าไปทำอะไรในพื้นที่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเอ็มโอยูจึงควรจะยังอยู่" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อ้าง รบ.เก่ารับเอา พท.คืนไม่ได้

 ขณะเดียวกัน นายเทพมนตรีนำเอกสารกระทรวงต่างประเทศเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลงนามโดยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ที่ชี้แจงถึงราชเลขาธิการมาแสดง เอกสารฉบับนี้แนบแผนผังและมีคำชี้แจงว่าไม่สามารถเอาพื้นที่รอบปราสาทดังกล่าวคืนมาได้แล้ว จุดนี้ทำกัมพูชาเข้าใจว่าไทยยอมรับแล้ว

 ประเด็นนี้ นายสุวิทย์ ชี้แจงว่า ตอนนั้นฝ่ายไทยทำเรื่องคัดค้านไว้ที่ควิเบกว่าการขึ้นทะเบียนไม่ชอบ เพราะการเสนอไม่สมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีขอบเขต คราวนี้ครั้งที่ 34 ที่บราซิล ฝ่ายไทยก็ทำเรื่องคัดค้าน เพราะความไม่ชัดเจนเรื่องเขตแดน โดยยกกรณีเยรูซาเล็มที่ขึ้นทะเบียนทั้งที่ขอบเขตไม่ชัดจึงมีปัญหา การที่กรรมการมรดกโลกให้กัมพูชาเสนอรายละเอียดของขอบเขตแผนที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง แสดงว่าแผนที่ยังไม่ชัด แล้วดันทุรังขึ้นทะเบียนไป ดังนั้นพื้นที่ 50 ไร่ รอบปราสาทฝ่ายไทยส่งหนังสือทักท้วงว่าไม่ได้ยอมรับ

 "ที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่สนใจ และมาทำตอนไฟลน รัฐบาลไม่ใช่ไฟลนก้นแล้วทำ แต่เตรียมตัวคัดค้านมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยปี 2551 ต่อเนื่องมาถึงปี 2552 ที่สเปน มาถึงที่บราซิล ผมเอาแผนที่เอาภาพที่มีการวางกำลังของกัมพูชาไปให้ยูเนสโกดู ว่ามีการรุกล้ำ มีปัญหา แล้วกรรมการมรดกโลกจะเพิ่มปัญหาอีกหรือ ฉะนั้นขอให้หยุด ล็อบบี้จนเลื่อนมาที่บราซิล จากนั้นก็ไม่ได้หยุด คือ ทำหนังสือตามอีกว่าขอเอกสารทั้งหมด ตามไปประชุมกับยูเนสโก จนมีรูปกับ ผอ.ยูเนสโก หลายสิบรูปแล้ว และรณรงค์ให้มีตัวแทนไทยเข้าไปเป็นกรรมการมรดกโลก เพื่อให้พูดในที่ประชุมได้ ก็เข้าไปได้ ทำจนวินาทีสุดท้าย กรรมการส่งวาระมา ไม่มีเอกสารประกอบ ก็ทำหนังสือสงวนสิทธิ์ ย้ำกับ ผอ.ยูเนสโกหลายรอบว่าต้องทำให้เขตแดนชัดก่อน สุดท้ายกรรมการมรดกโลกจึงเลื่อนไปอีก 1 ปี" นายสุวิทย์ กล่าว

ลั่นเขมร-ยูเนสโกต้องฟังไทย

 นายสุวิทย์ กล่าวย้ำอีกว่า มติ 5 ข้อ ที่เซ็นที่บราซิลเป็นร่างข้อมติของประธานคณะกรรมการมรดกโลก ไม่มีข้อผูกพันใดๆ ทั้ง 5 ข้อ เป็นมติเดิมที่เคยตกลงไว้ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ไม่ใช่มติใหม่ แต่มีข้อหนึ่งเป็นข้อมติที่ให้เลื่อนการประชุมออกไปเป็นปีหน้า ดูแล้วว่าไม่มีข้อผูกพันให้กัมพูชานำไปขึ้นศาลโลกวันข้างหน้า ดังนั้นถือว่าเป็นผลประโยชน์ของฝ่ายไทย ถ้าไปลงมติตามข้อเสนอ 7 ข้อ ของกัมพูชาต่างหากจะเป็นการยอมรับว่าที่ประชุมเห็นชอบตามกัมพูชา และทำให้การขึ้นทะเบียนมีความสมบูรณ์

 ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เครือข่ายกับรัฐบาลเห็นตรงกันเกี่ยวกับแผนที่ และปัญหาหลังจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยรัฐบาลเห็นว่ามตินั้นไม่ถูกต้อง ฝ่ายไทยไม่ควรยอมรับว่าเสียเขตแดนไปแล้ว เพราะยูเนสโกและกรรมการมรดกโลกมีจุดยืนอยู่ตลอดว่าจะไม่ขึ้นทะเบียนในสิ่งที่จะมีปัญหาเรื่องเขตแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ฝ่ายไทยก็ยื่นเรื่องคัดค้านเอาไว้เป็นหลักฐานไว้เสมอ เพราะกลัวว่าจะเหมือนปี 2505 ที่ไม่ได้ทักท้วงและเกิดปัญหา ซึ่งปีต่อมากรรมการมรดกโลกก็ขอแผนบริหารจัดการพื้นที่จากกัมพูชา แต่กัมพูชาก็เสนอโดยส่งแผนที่ที่มีปัญหาพิพาทไปด้วย รัฐบาลนี้ก็ส่งเรื่องคัดค้าน

 "ใครเห็นแผนที่ก็ไม่สบายใจ แต่มันเป็นการกระทำของฝ่ายอื่น ฉะนั้นเห็นอะไรอย่าเพิ่งตื่นเต้น และต้องช่วยยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ยอมรับอะไรที่มันผิด เพราะฝ่ายไทยจะเสียถ้าไม่คัดค้าน หากเราไม่เอา 5 ข้อนี้ แล้วกัมพูชายก 7 ข้อเดิมของเขาขึ้นมา หากเราแพ้จะทำอย่างไร จึงต้องชั่งใจว่า ถ้าประนีประนอม แล้วไม่เสีย มันจะดีไหม ซึ่งพอผลออกมาแบบนี้ จึงย้ำให้เข้าใจว่าตอนนี้กัมพูชา กรรมการมรดกโลก หรือยูเนสโก จะทำอะไรในพื้นที่ติดตัวปราสาทไม่ได้ หากไม่ได้อนุญาตจากรัฐบาลไทย เพราะ 5 ข้อดังกล่าวเป็นร่าง และยังไม่พิจารณาจนกว่าจะถึงการประชุมครั้งหน้า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พธม.ไม่จบ-หาช่องเลิกเอ็มโอยู

 หลังการถกเรื่องพระวิหารระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับภาคประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทำให้มีความเข้าใจที่ดีต่อกันมากขึ้น เพราะหลายเรื่องก็มีความเห็นที่ตรงกัน ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ส่วนที่มีปัญหาต้องแก้ไข จะให้เห็นไปด้วยกันทั้งหมด 100% คงเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญการร่วมหารือทำให้ได้รับรู้ความห่วงใยจากทุกคน

 "รัฐบาลไม่เคยไปกล่าวหาใครอยู่แล้ว หากใครมีอะไรก็ให้มาพูดคุยกัน ส่วนนายสุวิทย์ที่เป็นกรรมการมรดกโลก เขาคงจะเชิญภาคส่วนต่างๆ มารับฟังความคิดเห็น ส่วนการชุมนุมเจ้าหน้าที่ก็ดูอยู่ ผมกำชับให้เป็นไปตามกฎหมาย หวังว่าคนในชาติจะเข้าใจกันมากขึ้น ต่อจากนี้ไปกระบวนการต่างๆ ต้องดำเนินกันต่อไป" นายอภิสิทธิ์ ยืนยัน

 ด้านนายปานเทพ กล่าวว่า เราต้องหาทางยกเลิกเอ็มโอยู ต้องยุติปัญหาให้เป็นรูปธรรม เพราะทุกวันนี้ฝ่ายราชการกับฝ่ายการเมืองคิดไม่เหมือนกัน โดยข้าราชการคิดเหมือนกัมพูชา และถ้าคิดไปแบบนี้มันจะอันตรายมาก ปัญหาสำคัญตอนนี้คือการรุกล้ำอธิปไตย ที่เกิดขึ้นจริง ทำเป็นกระบวนการเพื่อเป้าหมายการยึดครอง เช่น การปักธงของกัมพูชา การรุกล้ำสร้างตลาด หรือการเข้ามาสร้างวัด สร้างถนน สิ่งเหล่านี้ถ้าเราถูกกับดักจากเอ็มโอยู เกรงว่าเราจะไม่ได้ดินแดนกลับมาเลย

พันธมิตรหนุนเครือข่ายสู้ต่อ

 นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวถึงการชี้แจงเรื่องพระวิหารของนายกฯ และตัวแทนภาคประชนว่า ถือเป็นชัยชนะเบื้องต้นของคนไทยทั้งประเทศที่ได้มีการตีแผ่ และเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ถูกปกปิดและบิดเบือนจากฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำบางส่วน ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดีที่ได้คุยกัน โดยเฉพาะที่นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะเปิดเวทีเพิ่มเติม ขั้นตอนต่อไปจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อร่วมกันทวงดินแดนและรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเป็นเอกภาพและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ผ่านมา

 เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่กล่าวอีกว่า การมีผู้โจมตีพรรคว่าได้หยิบยกเรื่องข้อพิพาทปราสาทพระวิหารขึ้นมาเคลื่อนไหว เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ไม่เป็นความจริง พันธมิตรเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่จะมีการตั้งพรรคการด้วยซ้ำ

 "เรียกร้องให้พรรคการเมืองต่างๆ สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อยกระดับข้อพิพาทดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ และไม่ควรมองการเคลื่อนไหวของประชาชนว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง" นายสุริยะใสกล่าว