ข่าว

"บอมบ์ ดาต้า เซ็นเตอร์"ห้องสมุด...มือระเบิด

"บอมบ์ ดาต้า เซ็นเตอร์"ห้องสมุด...มือระเบิด

08 ส.ค. 2553

ในวันที่เสียงระเบิดดังเหมือนข้าวตอกแตก ผู้คนหวาดผวา บ้างบาดเจ็บล้มตายไปกับความรุนแรงทางการเมือง เจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์ระเบิดต้องรับบทหนัก ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทั้งเก็บ ทั้งกู้ และตรวจสอบระเบิดทุกลูกที่หล่นอยู่เกลื่อนกลาดตามแหล่งชุมชน รวมถึงสถานที่เ

  ตั้งแต่สังคมไทยแบ่งการเมืองออกเป็น 2 สีอย่างไม่ตั้งใจ ผู้คนทั่วไปรู้จักชื่อ "กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด" ดีกว่าชื่อผู้นำองค์กรตำรวจเสียด้วยซ้ำไป !?!

 แต่ใครจะรู้บ้างว่าประเทศไทยมีอีกหน่วยงานหนึ่ง ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับระเบิดทุกชนิดบนโลกใบนี้ และคอยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนานาประเทศ เพื่อเป็นคลังข้อมูลระเบิดสำหรับรับมือป้องปรามกลุ่มก่อการร้ายที่ใช้ระเบิดก่อเหตุ ชื่อว่า "ศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิด" (BOMB DATA CENTER) ขึ้นกับกองพิสูจน์หลักฐาน มีสำนักงานอยู่บนชั้น 2 อาคาร 23 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ต.อ.อนุกูล พันธรัตน์ ผกก.ศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิด

 ถาม : ศูนย์บอมบ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ทำหน้าที่อะไร
 พ.ต.อ.อนุกูล : ศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เกิดขึ้นเมื่อครั้งตำรวจออสเตรเลียเชิญ พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผบช.ส. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบช.ส. ไปดูงาน เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 และมีโอกาสพบอธิบดีตำรวจออสเตรเลีย ได้ดูงานศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดและงานนิติวิทยาศาสตร์ของเขา แล้วก็คุยกันว่าอยากจะให้มีศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดในประเทศไทยบ้าง เป็นจังหวะเดียวกับออสเตรเลียเพิ่งดำเนินการจัดตั้งศูนย์วัตถุระเบิดให้แก่อินโดนีเซียเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงตอบตกลง ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดมีทั้งสิ้นกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

 ขณะนี้ศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดยกระดับเป็นกองกำกับการแล้ว ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางคอยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระเบิด นำมาศึกษาวิเคราะห์และเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการป้องกันปราบปรามการกระทำผิด โดยมีเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด ทำลาย พิสูจน์ทราบ ตลอดจนตรวจสถานที่เกิดเหตุ และตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับระเบิด นำมารวบรวมเป็นฐานข้อมูล จากนี้ไปเกิดเหตุระเบิดที่ไหนไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ จะถูกนำมาเก็บรวบรวมไว้ที่ศูนย์นี้ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นแนวทางศึกษาวิเคราะห์หาแนวทางป้องกันปราบปราม เหมือนอย่างที่ประเทศสากลทำกัน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแต่ละประเทศด้วย เพื่อสะดวกต่อการติดตามหาที่มาที่ไปของสารประกอบระเบิด

 ถาม : โครงสร้างของศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิด 
 พ.ต.อ.อนุกูล : โดยหลักการศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดทั่วโลกจะประกอบด้วย 3 หน่วยงานหลัก คือ สรรพาวุธ พิสูจน์หลักฐาน และหน่วยงานด้านการข่าว ประโยชน์ที่จะได้รับประการแรกคือ ประชาชนจะได้รับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้รู้ว่าองค์ประกอบของระเบิดแต่ละชนิดเป็นอย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง เทคนิคการประกอบระเบิดแต่ละชนิดจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงตัวคนทำ ระเบิดแต่ละลูกจะฟ้องถึงฝีมือคนทำ ส่วนหน่วยข่าวจะเข้าไปเสริมด้วยการวิเคราะห์ว่า กลุ่มใดที่มีความเชี่ยวชาญ ผู้ก่อการร้ายมีการพัฒนากลไกประกอบระเบิดอย่างไร เราสามารถรู้ได้จากส่วนผสมของดินระเบิด รู้ถึงที่มาที่ไปว่ามาจากประเทศใด หรือผลิตมาจากโรงงานไหน เพราะฉะนั้นจะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น

 ถาม : ระเบิดที่ภาคใต้บอกอะไรได้บ้าง
 พ.ต.อ.อนุกูล : ตั้งแต่ถูกเรียกมาอยู่หน่วยงานนี้มีการอบรมแลกเปลี่ยนหลักสูตรจากนานาชาติตลอด มีการนำลงไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการข่าว การเฝ้าหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนวางระเบิด เพื่อจะได้ติดตามสืบค้นจากวัตถุพยานที่ค้นพบในที่เกิดเหตุ จะเห็นได้ว่าคนวางระเบิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นคนเดิมๆ เป็นเหมือนกับลายเซ็นของคนร้ายคนนั้น หลังจากเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมผู้เชี่ยวชาญก็ระบุได้ว่า ระเบิดแต่ระครั้งเป็นใคร กลุ่มไหน ลงมือที่ใดมาบ้าง หมายความว่าจะเฝ้าติดตามคนร้ายได้ง่ายขึ้น

 การที่ผู้ก่อความไม่สงบใช้ระเบิดที่วางหรือขว้างเป็นระเบิดแสวงเครื่องหมายความว่า ภาครัฐสามารถควบคุมได้ดีจนหาซื้อวัตถุระเบิดไม่ได้ คนร้ายมีเป้าหมายชัดเจนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยุทธวิธีส่วนใหญ่เป็นการลวงพราง แต่ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบมีการแชร์ข้อมูลกันด้วยเหมือกัน หลังจากนี้รูปแบบการก่อการร้ายแถบตะวันออกกลางอาจจะมีให้เห็นในสามจังหวัดชายแดนใต้ก็ได้

 ถาม : ปัญหาที่พบในการปฏิบัติหน้าที่ 
 พ.ต.อ.อนุกูล : ปัญหาของศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดช่วงที่ตั้งขึ้นมาไม่สามารถทำงานได้เป็นรูปธรรมเหมือนกับเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากต้องมีงบประมาณสนับสนุนทั้งเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ นานาที่ใช้กันอยู่ในสากล ที่สำคัญคือขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สุดขณะนี้ ตอนนี้เราไม่มีบุลคากรเลย ช่วงนี้จึงพยายามพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญขึ้นตามที่ สตช.วางแผนเอาไว้ จากเดิมมีเจ้าหน้าที่ถูกเรียกมาประจำ 15 คน ค่าตอบแทนบางอย่างขาดหายไป ทำงานกันไม่สะดวก เมื่อยกระดับขึ้นเป็นกองกำกับการมีเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 43 คน พยายามเปิดสอบรับบุคลากรเข้ามาก็มีคุณสมบัติตรงไม่เต็มที่ตั้งเป้าไว้ คาดว่า 1 ปีจากนี้เราจะมีบุคลากรที่พร้อมปฏิบัติงาน

 ถึงแม้เราจะมีปัญหาแต่ก็ยังทำงานได้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากออสเตรเลียด้านเครื่องไม้เครื่องมือ เช่น หุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด ปืนแรงดันน้ำ และบอมบ์สูท (ชุดเก็บกู้ระเบิด) รวมถึงหลักสูตรอบรมสอนเทคนิคต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานแก่หน่วยงานสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล มีการตั้งศูนย์พิสูจน์ดีเอ็นเอที่มหาวิทยาลัยสงขลานครคินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ สามารถดำเนินการได้แล้ว หลักสูตรและเทคนิคของนานาชาติมีวิวัฒนาการล้ำหน้ากว่าเรามาก แต่ทุกวันนี้เราก็พัฒนาขึ้นมาเรียนรู้เทคนิคเหล่านี้

 ขณะเดียวกันเรายังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลียในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีที่นำไปใช้ในสามจังหวัดชายแดนใต้ เช่น ห้องแล็บเคลื่อนที่ช่วยให้การทำงานในพื้นที่ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หรือรถโมบายที่สามารถถ่ายรูปสองข้างทางได้ระหว่างที่รถเคลื่อนที่ไป

 ถาม : ระเบิดตอนนี้กับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนหรือต่างกัน 
 พ.ต.อ.อนุกูล : ระเบิดในเมืองหลวง หัวเมืองใหญ่ ทั้งเชียงใหม่และอีสาน เป็นเรื่องการก่อกวนตามวงรอบการเมือง ช่วงไหนที่เกิดความขัดแย้งทางสังคมก็จะมีความรุนแรงลักษณะนี้ ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่มุ่งเน้นไปที่สัญลักษณ์ทางการเมือง สถานที่สำคัญ ไม่มุ่งหวังเอาชีวิต วัตถุระเบิดที่ใช้คือระเบิดแบบขว้างกับเอ็ม 79 เป็นส่วนใหญ่ วิธีการไม่ซับซ้อน อย่างระเบิดขว้างก็แกะสลักออกเอายางแช่น้ำมันรัด พอยางเปื่อยคลายตัวก็ระเบิด เป็นต้น  

 อย่างไรก็ดี ตอนนี้ สตช.กำลังพยายามทำโครงการร่วมกับออสเตรเลีย จัดตั้งศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่ จ.ภูเก็ต เนื่องจากมีชาวต่างชาติเยอะอาจเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยศูนย์นี้จะเป็นแห่งที่ 3 มีความพิเศษกว่า 2 ศูนย์ก่อนหน้านี้ คือสามารถทำงานได้ครอบคลุมและกระชับกว่าเดิม ทั้งด้านการติดตามพิสูจน์เอกลักษณ์ด้านต่างๆ