
ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายการ เงินทองต้องรู้ ที่ดิฉันดำเนินรายการร่วมกับคุณวีระ ธีรภัทร ทางวิทยุ เอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ และทางเว็บไซต์ www.nationradio.co.th มีอายุครบรอบ 7 ปีเต็ม และ ณ วันนี้ก็เท่ากับย่างเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งนับว่าต่อเนื่องยาวนานไม่น้อย
ในระหว่างจัดรายการเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ คุณวีระพูดถึงข้อดีข้อเสียของการจัดรายการด้วยกัน ด้วยรูปแบบเดิมๆ คนเดิมๆ ว่า ข้อดีคือ ความคุ้นชิน ทำให้บทสนทนาลื่นไหล สอดรับความคิดของกันและกันได้ ขณะที่ข้อเสียก็คือ ความคุ้นชิน อีกนั่นแหละ เพราะหลายๆ ครั้ง อะไรเดิมๆ ก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้น แปลกใหม่ หรือสร้างพลังในการแสวงหา
ดังนั้น ที่ผ่านมาเราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง หรือไม่ก็ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง เหมือนแขกรับเชิญของวันอาทิตย์คิดเรื่องเงินในวันนี้ ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานตลอดระยะ 32 ปีในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากวันที่เป็นเพียงพนักงานก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เป็นเบอร์ 2 รองจากผู้จัดการ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งเบอร์ 1 ในฐานะเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
เชื่อว่า บทสัมภาษณ์หลังจากนี้ จะสะท้อนความเป็นตัวตนของ “คุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย” เลขาธิการ กบข. รวมถึงการดูแลนโยบายของกองทุนที่มีหน้าที่บริหารจัดการเงินออมของข้าราชการกว่า 1.1 ล้านคนทั่วประเทศ ภายใต้เม็ดเงินรวมกันกว่า 4.5 แสนล้านบาท ได้เป็นอย่างดี
คุณโสภาวดียอมรับว่า การทำงานในตำแหน่งเลขาธิการ กบข. ซึ่งนับเนื่องถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้วนั้น ไม่ใช่งานง่ายๆ เพราะเป็นการทำงานภายใต้สถานการณ์ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กร
“ตอนนั้น กบข.เป็นข่าวขึ้นหน้า 1 ทุกวัน ซึ่งจริงๆ ก็มาจากเรื่องของสมาชิกที่ไม่พอใจผลตอบแทนที่ติดลบ แล้วก็มีเรื่องของความเชื่อมั่น เมื่อเข้ามาทำงาน ภารกิจแรกที่คิดไว้ก็คือ จะทำยังไงที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้แก่องค์กร กบข.กลับมาให้ได้”
คุณโสภาวดีบอกด้วยว่า เป้าหมายการบริหารผลตอบแทนของ กบข.คือ การเอาชนะเงินเฟ้อ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงไม่ให้ติดลบ
“ดังนั้น งานสำคัญของเราคือ ทำอย่างไรให้สมาชิกกว่าล้านคนเข้าใจบทบาทของ กบข. และเข้าใจรูปแบบของการลงทุนที่มีเป้าหมายชนะเงินเฟ้อ ซึ่งสมาชิกต้องยอมรับความเสี่ยงบ้าง เพราะบางปีก็มีโอกาสที่ผลตอบแทนจะติดลบ แต่เราต้องมองการลงทุนของ กบข.เป็นระยะยาว ซึ่งสุดท้ายปลายทาง ก็เชื่อว่าจะบรรลุเป้าหมาย นั่นคือ เอาชนะเงินเฟ้อได้ในที่สุด”
ที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่า กบข.สามารถบริหารได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อเดือนมีนาคม 2540 จนถึงเดือนมิถุนายน 2553 ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน กบข.อยู่ที่ 7.12% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนรวมที่น่าพอใจ
และตลอดระยะเวลาเกือบ 13 ปี กบข.สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ทุกปี ยกเว้นเพียงปี 2551 ที่ขาดทุน 5.17% ซึ่งแม้ว่าจะเป็นผลการดำเนินงานที่เอาชนะตลาดได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ กบข.พ้นจากมรสุมที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“หลักการบริหารของ กบข. นอกจากเราจะกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์หลายประเภทแล้ว ในแต่ละสินทรัพย์ที่เราเข้าไปลงทุน เรามีคณะกรรมการคัดกรองอย่างเข้มข้น ซึ่งขอให้สมาชิกไว้ใจว่าเราเลือกลงทุนในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายหลักที่เราวางไว้”
ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของ กบข.เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไทยด้วยน้ำหนักที่มากถึง 68.81% รองลงมาเป็นตราสารทุนไทย ซึ่งก็คือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย 10.33% ตราสารทุนโลก 8.91% ตราสารหนี้โลก 4.03% อสังหาริมทรัพย์ 3.83% นิติบุคคลเอกชนไทย 2.59% และตราสารหนี้ระยะสั้น 1.51%
แต่การเปลี่ยนแปลงสำคัญหลังจากการเข้ามารับตำแหน่งของคุณโสภาวดี คือ การเปิดโอกาสให้สมาชิกมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น จากเดิมเงินก้อนใหญ่กว่า 4.5 แสนล้านบาท จะถูกนำไปลงทุนด้วยรูปแบบเดียว และสมาชิกกว่า 1.1 ล้านคน ต้องยอมรับรูปแบบดังกล่าว โดยไม่มีสิทธิ์ “เลือก”
วันนี้ กบข.เพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่บสมาชิก ในโครงการ “My choice…My Chance” กับ 4 ทางเลือกของแผนการลงทุนที่ลงตัวกับทุกจังหวะชีวิต โดยให้สมาชิกเลือกรูปแบบการลงทุนเอง จากทั้งหมด 4 แบบ นั่นคือ แผนผสมหุ้นทวี ที่เน้นลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่ก็สามารถลุ้นผลตอบแทนที่มากขึ้นได้ด้วยสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น
แผนหลัก ซึ่งก็คือ แผนลงทุนปัจจุบันของ กบข.ที่ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน และอสังหาริมทรัพย์ ที่ให้ดอกผลพอเพียง บนความเสี่ยงที่เหมาะสม แผนตราสารหนี้ ที่จะลงทุนในตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เสี่ยงน้อยแบบค่อยๆ ออม และ แผนตลาดเงิน ที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น ไม่เน้นเรื่องของดอกผล แต่เน้นเรื่องการคุ้มครองเงินต้น
“หลังจากที่เราเก็บข้อมูลสมาชิก ทำให้เราเห็นถึงความหลากหลายของอาชีพ รวมถึงอายุที่มีตั้งแต่ช่วง 20-30 ปี ไปถึงอายุ 50-60 ปี โดยสมาชิกที่หนาแน่นที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 40-50 ปี ซึ่งความต้องการของแต่ละคน แต่ละกลุ่มย่อมไม่เหมือนกัน เราก็เพิ่มทางเลือกให้สมาชิกมีโอกาสเลือกที่ใช่ แต่ก็ยังต้องทำความเข้าใจถึงเรื่องของผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เป็นไปตามนโยบายลงทุน”
จริงๆ ดิฉันสอบถามคุณโสภาวดีหลายเรื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงที่นั่งพูดคุยกัน ซึ่งหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ความพยายามสร้างความเข้าใจและเข้าถึงสมาชิกข้าราชการทั่วประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นใน กบข. ให้กลับคืนมา ซึ่งเนื้อหาสาระทั้งหมดนั้น สามารถรับฟังได้เต็มๆ ผ่านรายการเงินทองต้องรู้ วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคมนี้นะคะ
วันนี้ กระชับพื้นที่ไม่ลงตัวจริงๆ !!
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



