ข่าว

ปชป.ปัดเอ็มโอยู43ไม่ระบุถึงแผนที่1:2แสน

ปชป.ปัดเอ็มโอยู43ไม่ระบุถึงแผนที่1:2แสน

07 ส.ค. 2553

“โฆษกปชป.”ปัดเอ็มโอยู 43 ไม่ได้ระบุถึงแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ย้อนเขียนไว้ในทีโออาร์ปี 46 สมัย รบ. “ทักษิณ” ทำไม จวก “เพื่อไทย” หยุดพูดให้เขมรได้เปรียบเสียที

(7ส.ค.) นพ.บุรณัชย์  สมุทรักษ์  โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยฉวยโอกาสในการเคลื่อนไหวของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ว่า เป็นการกลบเกลื่อนพฤติกรรมความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทยกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยได้เบี่ยงเบนประเด็น ด้วยการตั้งคำถามมายังพรรคประชาธิปัตย์ 4 ข้อคือ 1. การที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าจะถือพื้นที่บริเวณสันปันน้ำหรือเว้นตัวปราสาทพระวิหารและมีการอ้างแผนที่ 7107 ซึ่งตั้งแต่มติศาลโลก ปี 2505 รัฐบาลไทยทุกชุดได้ยึดแนวทางของการใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งระหว่างเขตแดนไทยและกัมพูชา ซึ่งได้สงวนสิทธิ์ในการยึดตามหลักนี้มาโดยตลอด แต่การสงวนสิทธิ์ที่ถูกกระทบอย่างรุนแรงเมื่อมีการออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อปี 2551 จึงทำให้มีการโต้งแย้งได้ว่ากระทบต่อแนวทางการยึดสันปันน้ำ

  ส่วนข้ออ้างแผนที่ 7107 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดน หรือข้อตกลงระหว่างประเทศใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและเป็นเอกสารภายใน ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยพยายามหยิบยกแผนที่นี้โดยกล่าวอ้างถึงความเกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการยอมรับในเรื่องของเขตแดนระหว่างประเทศถือว่าเป็นการสุ่มเสี่ยง และกระทบต่อความเข้าใจ ดังนั้น อยากเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยหยุดพูดเพื่อให้ประเทศกัมพูชาได้เปรียบเสียที

 2.ส่วนเรื่องตัวปราสาทพระวิหารนั้น พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาแต่แผ่นดินเป็นของไทย ซึ่งตนคิดว่าเป็นความจงใจเพราะปราสาทพระวิหารเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลโลกปีเมื่อ 2505 และเป็นจุดที่รัฐบาลได้ยึดเฉพาะตัวปราสาท โดยพื้นที่รอบบริเวณปราสาทพระวิหารก็ถือเป็นเขตอธิปไตยของไทยถ้าอยู่บริเวณแนวสันปันน้ำ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการสำรวจให้แน่ชัดว่าแนวสันปันน้ำทางทิศเหนือหรือใต้ที่เป็นของไทย ดังนั้น จึงต้องยึดตามมติของศาลโลกเมื่อปี 2505

  3.การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่เสนอว่าจะมีการขึ้นทะเบียนร่วมตัวปราสาทพระวิหารหรือแผนบริหารจัดการนั้น ตนเห็นว่าตัวปราสาทพระวิหารมีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2551 และเป็นผลโดยตรงจากแถลงการณ์ร่วมในปีเดียวกันที่ทำให้องค์กรยูเนสโกเข้าใจว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ถ้ารัฐบาลไทยชุดเก่าไม่ออกแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชาซึ่งภายหลังจะถูกวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญรัฐบาลในขณะนั้นก็คงพิทักษ์รักษาอธิปไตยของประเทศไว้ได้ และถ้ามีการทักท้วงคงจะยับยั้งการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของประเทศกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวได้ เช่นเดียวกับการที่รัฐบาลได้ดำเนินการให้มีการเลื่อนการพิจารณาการเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบบริเวณตัวประสาทพระวิหารออกไปเป็นปี 54

  4.การที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าการยอมรับเอ็มโอยูปี 43 ในส่วนของแผนที่ 1:2 แสนทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยนั้น ตนขอชี้แจงว่าเอ็มโอยูปี 43 ไม่ได้มีการระบุถึงแผนที่ 1:2 แสนแต่เป็นการพูดถึงแผนที่ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของประเทศกัมพูชา ดังนั้นต้องยอมรับว่าบริเวณเขตแดนรอปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ประเทศสำรวจเพื่อปักปันเขตแดนร่วมกันจึงจะมีผลผูกพันกับทั้ง 2 ประเทศ

 " เอ็มโอยูปี 43 ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศกัมพูชาไม่สามารถอ้างอิงอธิปไตยรอบบริเวณปราสาทพระวิหารได้ จึงทำให้คณะกรรมการมรดกโลกตระหนักว่าพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารไม่สามารถบริหารจัดการได้ ถ้าประเทศกัมพูชาเสนอขออนุมัติแผนบริหารการจัดการแต่เพียงฝ่ายเดียว "

 อย่างไรก็ตามอยากถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่าการระบุแผนที่ 1:2 แสนที่เกิดขึ้นในเอกสารข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีการลงนามในทีโออาร์ปี 2546 ข้อที่ 1.1.3 โดย ได้คัดลอกมาจากเอ็มโอยูปี 43 ข้อ 1 ค.มาพูด แต่เหตุใดจึงมีการเพิ่มวงเล็บที่ระบุว่า “จากนี้ให้อ้างถึงว่าเป็นแผนที่ 1:2 แสน”ตนขอถามว่าเหตุใดจึงต้องมีการระบุถ้อยคำดังกล่าวไว้ในทีโออาร์ปี 46 สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย