
วัดกำลัง"2 ว."ชิงเก้าอี้...ผบ.ตร.
วันที่ 9 สิงหาคม 2553 ที่ทำเนียบรัฐบาลจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) วาระสำคัญเพื่อลงมติเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่เก้าอี้ว่างมา 1 ปีเต็ม มีเพียง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ที่นั่งรักษาการ กระทั่งเกษียณอายุราชการ
ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2547 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้เสนอรายชื่อนายตำรวจยศ พล.ต.อ.ให้ ก.ต.ช.เป็นผู้พิจารณา
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก็จะได้ ผบ.ตร.ตามเสนอ แต่หากติดปัญหาคณะกรรมการมีมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งไม่เห็นชอบ รายชื่อก็จะตกไปและนายกรัฐมนตรีจะเสนอรายชื่อใหม่อีกครั้ง
เช่นที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์พยายามเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป แต่ ก.ต.ช.ไม่เห็นชอบ นายกฯ จึงใช้อำนาจแต่งตั้งให้นั่งรักษาการกระทั่งเกษียณอายุ โดยไม่เสนอชื่อ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.คู่แคนดิเดตที่ว่ากันว่าเสียงส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน
การประชุม ก.ต.ช.ครั้งนี้จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคู่ชิงที่เรียกได้ว่ามาแรงสูสีคู่คี่ จึงไม่แปลกที่มีการปล่อยข่าวสกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามออกมาถี่ยิบ
เต็ง 1 พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. (นรต.28) รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผลงานเข้าตานายกฯ อภิสิทธิ์ จนได้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ถึง 2 ครั้ง เป็นการอุ่นเครื่องในช่วงที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.โดนมรสุมกระหน่ำ
เส้นทางหลังกลับเข้ามาประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านความมั่นคงและการเลือกตั้ง เป็นนายตำรวจที่ไม่มีประวัติในทางลบ การครองยศอาวุโสกว่านายตำรวจระดับ พล.ต.อ.ทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2545 ก่อน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ถึง 2 ปี จึงไม่ติดขัดเรื่องอาวุโส แม้ พ.ร.บ.ตำรวจ จะไม่ระบุเรื่องนี้ไว้ก็ตาม
ในด้านสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ก็แนบแน่นเช่นกัน โดยเฉพาะนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ปฏิเสธหากได้ขึ้นเป็นผู้นำสีกากี
พล.ต.อ.วิเชียร ยังเป็นคู่เขยกับพล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ที่มีความแนบแน่นอยู่กับนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและแกนใหญ่อื่นๆ ของพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคน จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมหัวหน้ารัฐบาลจึงให้การสนับสนุน
แม้จะแนบแน่นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ภาพลักษณ์ก็ยังดูเป็นกลาง ไม่ได้ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดเป็นหลัก
นี่คือตัวเลือกที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เล็งไว้ตั้งแต่ต้น
แม้จะได้รับการผลักดันจากนายกฯ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางจะราบรื่นซะทีเดียว เพราะนายตำรวจระดับสูงบางส่วนยังมีความรู้สึกติดใจ และมีความพยายามใช้เป็นจุดติง เพื่อสกัดเส้นทาง พล.ต.อ.วิเชียร โดยเฉพาะประเด็นงานบริหารที่ไม่ได้ผ่านหน่วยหลักขององค์กรตำรวจ เนื่องจากเข้าไปเป็นนายตำรวจราชสำนักตั้งแต่ยศ ร.ต.อ.กลับมาอีกครั้งในยศ พล.ต.อ.เข้าสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงและกำลังจะก้าวเข้ามาเป็นผู้นำ สตช.ในระยะเวลาเพียงไม่นานนัก
อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังคงเต็งจ๋า แวดวงนักวิ่งสีกากีเตรียมขยับเข้าใกล้ศูนย์อำนาจใหม่ หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือเกิดฟ้าผ่าเสียก่อน
เต็ง 2 พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. (นรต.29) หนึ่งในตัวสอดแทรกสำคัญ ช่วงโค้งสุดท้ายเร่งฝีเท้าได้อย่างจัดจ้าน แต่ยังตามอยู่หลายช่วงตัว
เส้นทางเข้าสู่ดวงดาวคล้ายๆ กับ พล.ต.อ.วิเชียรที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้การสนับสนุน
รวมทั้งแรงหนุนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พี่ชาย พล.ต.อ.พัชรวาท อดีตนายเก่า พล.ต.อ.วัชรพล ที่ผลักดันจนนายตำรวจท่านนี้ขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร.ชนิดที่เรียกว่าแหกวงล้อมเข้าเส้นชัย จ่อชิงตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้ในขณะนี้
พล.ต.อ.วัชรพล ถือเป็นนายตำรวจที่เติบโตมาในสายหลัก เป็นผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) สร้างผลงานไว้ไม่น้อย
ด้านวงการเมืองก็ไม่เบา โดยเฉพาะสายประชาธิปัตย์ แกนนำอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ก็ไม่ได้รังเกียจหากนายกฯ จะเปลี่ยนรายชื่อจาก "วิเชียร" เป็น "วัชรพล" รวมถึงคนใหญ่ในพรรคร่วมรัฐบาลหลายคน ไม่เว้นแม้แต่นายเนวิน ชิดชอบ ตัวจริงเสียงจริงแห่งภูมิใจไทยร่วมสนับสนุน เรียกว่ากำลังภายในไม่ได้เป็นสองรอง พล.ต.อ.วิเชียร แต่อย่างใด
ยุคที่ พล.ต.อ.เภา สารสิน เป็นอธิบดีกรมตำรวจ มีนายเวรชื่อ "วัชรพล" และยังเป็นพี่ชายของ อาสา สารสิน บุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูง ที่สำคัญอธิบดีฯ เภาและอาสา สารสิน ยังใกล้ชิดสนิทสนมอยู่กับ นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ บิดาของนายกฯ อภิสิทธิ์ ชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะยกหูโทรคุยกันได้ตลอดเวลา และนี่คือที่มาของข่าวการเข้าพบนายกฯ ของ รอง ผบ.ตร.นาม "วัชรพล" เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ไม่กี่วันก่อนการประชุม ก.ต.ช.
นอกจากที่มาที่ไปของนายตำรวจทั้งสองแล้ว เก้าอี้ ผบ.ตร.ยังต้องโฟกัสเงื่อนไขทางการเมืองประกอบด้วย ต้องยอมรับว่าภาพของรัฐบาลขณะนี้ดูเหมือนแยกออกเป็น 3 ฝ่าย
1.ฝ่ายของนายสุเทพ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลที่ยืนชิดติดอยู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม ได้จัดขุมกำลังกองทัพเสร็จสิ้นไปเรียบร้อย ด้วยการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ.พร้อมเพื่อนร่วมรุ่น จปร.23 เข้าคุมหน่วยหลักในกองทัพเกือบทั้งหมด ทุกอย่างลงตัว
2.ซีกนายอภิสิทธิ์ ที่นั่งประธาน ก.ต.ช.โดยตำแหน่ง องค์กรตำรวจเป็นอีกหนึ่งศูนย์อำนาจที่ฝ่ายนายกฯ และคนใกล้ชิดต้องการเก็บไว้ในมือ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากนายกฯ เสนอชื่อ พล.ต.อ.วิเชียร แล้วก.ต.ช.ซึ่งส่วนใหญ่มีแกนนำพรรคร่วมนั่งอยู่หลายคน จะยอมยกมือลงมติผ่านให้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากเงื่อนไขเมื่อคราวของ พล.ต.อ.ปทีป ที่มีสัญญาณพิเศษค้ำอยู่
และ 3.ปีกของนายเนวิน ชิดชอบ เงาทะมึนแห่งภูมิใจไทย โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นจ่าฝูง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ยังรอการจัดทัพในสายปกครองอยู่ โดยเฉพาะตำแหน่งอธิบดีกรมต่างๆ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปถึงปลัดอำเภอ เพราะหากตำแหน่ง ผบ.ตร.ผ่านไปได้ด้วยดี เชื่อว่าโผโยกย้ายของมหาดไทยก็คงราบรื่นไม่ติดขัดเช่นกัน
ถ้าดูจากรูปมวยและการแบ่งเค้กทางการเมืองแล้ว โอกาสที่ พล.ต.อ.วัชรพล จะพลิกชื่อขึ้นนั่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 7 คงยากเหลือเข็ญ !!



