
ประเทศมุสลิมคลื่นลูกที่สามแห่งวงการไวน์โลก
แม้ว่าประเทศในกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลางหลายประเทศจะมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหลัก และชาวมุสลิมยึดมั่นในคำสอนของพระศาสดาที่ห้ามการดื่มสุรายาเมา แต่น่าแปลกใจที่ในเวลานี้ กลับมีผู้ผลิตไวน์เกิดขึ้นในจอร์แดน เลบานอน ซีเรีย และอิสราเอล และมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเส
เมื่อไม่นานมานี้ ไวน์แบรนด์ “เซนต์จอร์จ” ของนายโอมาร์ ซูมอท ผู้ผลิตไวน์ในจอร์แดน ก็สามารถคว้ารางวัลระดับโลกถึง 5 รางวัล เป็นผลจากความทุ่มเทในการผลิตองุ่นโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และเทคนิคการดูแลต้นองุ่นเฉพาะตัว
นายไมเคิล การาม ผู้เชี่ยวชาญไวน์ชาวเลบานอน กล่าวว่า ถึงเวลาของไวน์จากตะวันออกกลางที่จะผงาดในตลาดโลกอีกครั้ง หลังจากที่สงครามในช่วงปี 2528-2543 ทำให้การผลิตไวน์ในภูมิภาคนี้ชะงักลง ปล่อยให้ไวน์ “โลกใหม่” เข้ามาตีตลาด
ไวน์ “โลกใหม่” ที่นายการามกล่าวถึงคือไวน์จากประเทศอดีตอาณานิคมยุโรป เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ชิลี และแอฟริกาใต้ ขณะที่ไวน์ “โลกเก่า” ได้แก่ ไวน์จากยุโรป เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นต้น
นายการามกล่าวติดตลกว่า “ถึงเวลาแห่งไวน์โลกเก่ายุคใหม่” จะผงาดในตลาดโลกบ้างแล้ว ซึ่งหมายถึงการรุกตลาดของไวน์จากตะวันออกกลางนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ไวน์จากเลบานอน เช่น มาสซายา, โคลส์ เซนต์ โทมัส, โดเมน เดส ทูเรลส์ และ โกต์ เดอ โบทรีส์ ยังทำได้เพียงการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าเฉพาะในร้านไวน์บูติกเท่านั้น
ขณะที่ไวน์บาร์ไกลัส จากซีเรีย มีศักยภาพในการทำตลาดสูงกว่าไวน์จากเลบานอน เช่นเดียวกับไวน์จากอิสราเอล ที่ได้นำเทคนิคการพัฒนาการปลูกและดูแลองุ่นพันธุ์ดีจากแคว้นบอร์โดซ์ ของฝรั่งเศสที่ บารอน เอดมันด์ เดอ รอธชิลด์ ส่งมาปลูกในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคริสตศาสนาและอิสลาม ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 มาใช้พัฒนาคุณภาพการผลิตไวน์ให้สูงขึ้น
ปัจจุบัน อิสราเอลผลิตไวน์กว่า 33 ล้านขวดต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นไวน์หวาน และสามารถส่งออกสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 22 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว นอกจากนั้นผู้ผลิตไวน์ในอิสราเอลถึง 14 ราย ได้รับรางวัลจากนายโรเบิร์ต ปาร์กเกอร์ นักวิจารณ์ไวน์ชั้นนำระดับโลก
คลื่นลูกที่สามในวงการไวน์กำลังมาแรงจริงๆ



