
อายุยืนแล้วไง อยู่ได้ (อย่างสบาย) ก็แล้วกัน
ขอให้อายุยืนเป็นหมื่นๆ ปี เห็นทีคำอวยพรตามธรรมเนียมจีนนี้อาจเพิ่มดีกรีความน่าจะเป็นมากขึ้น เมื่อสถิติหลายสำนักต่างได้ชี้ชัดแล้วว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก
ญี่ปุ่นมีประชากรกว่า 4 หมื่นคน ที่อายุเกิน 100 ปี ข้ามฟากไปที่ยุโรปทุบสถิติอายุเฉลี่ยสูงขึ้นกว่า 80 ปี เมืองไทยบ้านเราก็ไม่น้อยหน้า เมื่อก่อนอายุเฉลี่ยประชากรอยู่ที่ 50-60 ปี ปัจจุบันทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ปี ผู้ชายไปอยู่ที่ 66 ปีแล้ว ส่วนผู้หญิงความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตน้อยกว่าชาย อายุจึงยืนยาวไปราว 76 ปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ข้อมูลจากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการแพทย์ก้าวไกล ต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมไปถึงเทรนด์การรักษาสุขภาพ ชีวจิต ฟิตเนส ก็มาแรงเกินใคร ส่งผลให้คนเรามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น
ความจริงอายุยืนขึ้นนับเป็นเรื่องน่ายินดี แต่อีกมิติที่ต้องเริ่มมองก็คือ เมื่ออายุยืนขึ้น นั่นหมายถึงช่วงชีวิตหลังเกษียณก็จะยาวนานขึ้นตามไปด้วย จากสถิติอาจยาวนานถึง 20 ปีเลยทีเดียว ทีนี้ล่ะต้องเตรียมการกันให้ดี มีเงินพอใช้รึเปล่า จะอยู่ที่ไหนกับใคร ยังไง คงต้องเริ่มคิดอ่านวางแผนกันไว้
ทางออกที่ดีสำหรับคนทำงานในวันนี้เห็นจะหนีไม่พ้นการมองอนาคต “เก็บออมไว้ยามแก่” ปัจจุบันมีอยู่หลายช่องทางให้เลือก ใครที่ทำงานกับบริษัทเอกชนแม้อาจจะขึ้นชื่อว่าไม่มั่นคง แต่ความมั่นคงก็สร้างเองได้ ด้วยการเก็บออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท ตลอดจนจัดสรรเก็บออมนำไปลงทุนบ้างให้เงินงอกเงยด้วยช่องทางที่เหมาะสม ใครที่เป็นข้าราชการแม้เงินเดือนจะไม่สูงนัก แต่ถือว่าโชคดีในเรื่องความมั่นคง เกษียณแล้วมีบำเหน็จบำนาญ ระหว่างทางก็เก็บออมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เกษียณก็ได้เงินก้อนไปนอนใช้สบาย
แต่อย่างไรก็อย่าได้ประมาทกับการใช้ชีวิต ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เก็บออมไว้เพิ่มอีกไม่เสียหลาย สุดท้ายบั้นปลายจะได้ไม่เป็นภาระของใครอยู่อย่างสบายใจไร้กังวล ถึงวันนั้นจะอายุยืนแค่ไหนก็คงมั่นใจได้ว่าอยู่ได้อย่างสบายแน่นอน
“เมื่อโลกเปลี่ยนและเราคาดการณ์อนาคตไม่ได้ จงทำปัจจุบันเพื่ออนาคต จะอยู่ได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)



