
ถึงเวลากล้าคุยกัน
ประเทศไทยเพิ่งกังวลว่าจะมีน้ำเหลือขอดก้นเขื่อนต่างๆ จะต้องเจอภัยแล้ง ชาวต้องลำบาก ถ้าฝนไม่ตก นั่นคือวิกฤติของแผ่นดิน ถ้าไม่มีน้ำ
ที่ไหนได้ พายุหลายลูกเริ่มเข้ามาทุกภาค เติมน้ำในเขื่อน ปัญหาภัยแล้งหมดไป มีภัยใหม่นั่นคือความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ไร่นาเสียหาย และถ้าจัดการน้ำไม่ดี เร่งระบายน้ำออกไป ฝนทิ้งช่วง จะซวยซ้ำ
แม่น้ำโขงที่เคยวิกฤติ ระวังจะมีน้ำล้นเขื่อน เมื่อประเทศจีนเผชิญปัญหาน้ำท่วม ต้องเร่งระบายน้ำออก ทั้งเขื่อนยักษ์สามโตรก และเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง
ถ้าน้ำโขงไม่ขึ้นฝั่ง ก็ถือว่าโชคดี ถ้าพัดพาเอาปุ๋ย สิ่งมีประโยชน์มาให้ ถือว่าเป็นโชค แต่ถ้าเอากากสารพิษอุตสาหกรรมจากจีนเข้ามา ถือว่าเป็นเคราะห์
นี่เป็นสภาวะธรรมชาติ ให้เถียงกันต่อไปว่าน้ำท่วมดีกว่าฝนแล้งหรือไม่! และจัดการปัญหาเฉพาะหน้า ตามประสาการบริหารจัดการซึ่งขาดการวางแผน
เรามีคนเห็นแก่ได้ ขาดวิสัยทัศน์ แถมยังโกงเก่งอีกต่างหาก!
แต่เรื่องปัจจุบันคือ เราจะต้องเสียดินแดนรอบปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ในทะเล มีก๊าซและน้ำมัน ให้กัมพูชาหรือไม่? เพราะปัญหาภายในของเราเอง ยืดเยื้อ ไม่มีใครใส่ใจแก้ไข ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ หลังจากเป็นม้าอารี ชาวนาอุ้มชูงูเห่า
วันเสาร์นี้กลุ่มเครือข่ายประชาชนผู้ต้องการให้รัฐบาลเคลื่อนไหวเอาดินแดนกัมพูชายึดครองอยู่ในปัจจุบันคืนมาให้ได้ เพราะเดิมพันทรัพยากรมหาศาล ถ้าจัดการไม่ทันเวลา โอกาสสูญเสียดินแดนถาวรเป็นไปได้
ถ้าเหตุนั้นเกิด จะต้องมานั่งเถียงกันเองว่า เป็นเพราะความโลภของใครโง่กว่าใคร หรือใครไม่สนใจในการรักษาแผ่นดิน มรดกของชาติ จึงต้องพ่ายเขมร
เตือนอีกครั้ง เดิมพันไม่ใช่ที่ดินแค่แมวดิ้นตายรอบปราสาทพระวิหาร แต่เป็นพื้นที่ยาวจรดชายแดนลามไปถึงในทะเล เขมรจะกุมทรัพยากรน้ำมันและก๊าซซึ่งมีมูลค่ามหาศาล และเหลืออีกไม่กี่แห่งในโลก ซึ่งรอการขุดเจาะ พัฒนา
ดูหลักฐานต่างๆ แล้ว เราน่าจะเสียท่าเขมรไปแล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงก็โดนล่วงล้ำไปนาน จะมาแก้ตัวว่ายังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ได้ เว้นแต่หลอกตัวเอง
เราไปลงนามในสัญญาต่างๆ เพราะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ยิ่ง “ทักษิณ” ถูกสงสัยว่ามีแผนชั่วร้ายกับฮุน เซน ไปเปิดทางผ่องถ่ายแผ่นดินและทรัพย์สินให้เขมร ก็ทำให้เราต้องเข้ารกเข้าพง เสียท่าให้กัมพูชาซ้ำซาก
ที่ผ่านมา รัฐบาลและกลุ่มประชาชนเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเอาแผ่นดินคืน ยังไม่ได้นั่งเจรจาอย่างจริงจัง เอาเอกสารมากาง ให้ผู้รู้ทุกฝ่ายร่วมถกเพื่อวางยุทธศาสตร์ร่วม มัวแต่ห่วงการเสียหน้า หลังจากเสียท่าต้องรับผิดชอบ
การชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลวันนี้ จะยืดเยื้อ ปักหลักพักค้างหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาล ว่าจะตอบรับกับข้อเสนอ 4 ข้อของเครือข่ายภาคประชาชนหรือไม่ แต่ทำท่าจะไม่ราบรื่นเสียแล้ว
“เสี่ยเทพเทือก” ออกมาฮึ่มฮ่ำว่าบริเวณหน้าทำเนียบเป็นพื้นที่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าชุมนุมเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่ ก็เป็นการผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดี แต่ไม่ยอมพูดถึงความเสียหายจากการเสี่ยงต้องเสียดินแดน
รัฐบาลก็เป็นอย่างนี้แหละ! อ้างกฎหมายเคร่งครัดบางเรื่อง และวางเฉยบางเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้ประโยชน์ ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจเสมอ
ไม่ดูเจตนาว่าความเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลจัดการเรื่องปราสาทพระวิหารนั้น จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลหรือไม่ หรือมีอะไรซ่อนเร้น ไม่ยอมให้กดดัน เพราะกลัวว่าแผลจะถูกเปิด เมื่อตัดสินใจพลาด ไปลงนามผูกมัดตัวเอง
เราต้องเปิดเกมใหม่ เลิกข้อตกลงทุกอย่าง ยึดคำพิพากษาศาลโลกเป็นหลัก ซึ่งให้ปราสาทเป็นของกัมพูชา บริเวณโดยรอบเป็นของไทยอย่างแน่นอน
ทหารไทยมีสิทธิเข้าไปถ้ากัมพูชาขัดขวาง ก็ต้องเจรจาถ้าไม่ยอม ก็ต้องเสี่ยงยิงกัน โดยไม่ต้องทำสงครามเต็มรูปแบบก็ได้
ถ้าเราเอาคำพิพากษาศาลโลกมาอ้าง อยากรู้ว่าเขมรจะเถียงอย่างไร!
เราตัดบทสั้นๆ ว่า “ปราสาทเป็นของเอ็ง” ที่เหลือไม่ใช่ เอาหลักฐานประวัติศาสตร์มาดูว่าก่อนหน้านี้ใครอยู่ตรงไหน ก็เอาตรงนั้นมาอ้าง
ถ้ากัมพูชาจะตีรวน อ้างแผนที่ฝรั่งเศส เราก็อ้างว่าฝรั่งเศสยึดพื้นที่ 4 จังหวัด คือเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ บันทายมาศ เอาไปจากเรา ภายใต้การใช้กำลังบังคับ เมื่อถึงเวลาคืน หลังยุคล่าอาณานิคม ต้องคืนให้เรา
ทำไมฝรั่งเศสเอาไปให้กัมพูชา ต้องคืนให้เจ้าของเดิม คือไทย!
เห็นหรือยัง ถ้ากัมพูชาจะตีรวน ด้วยการอ้างผลงาน แผนที่ฝรั่งเศสแบบหัวชนฝา เราก็ต้องยกพฤติกรรมต่ำช้า ยุคเรือปืนล่าอาณานิคมมาอ้างเช่นกัน
การทวงความยุติธรรม และความถูกต้อง ไม่มีอะไรล่าช้า เว้นแต่ไม่กล้าทำ!
ถึงเวลาที่ประชาชนต้องท้าให้รัฐบาลเอาหลักฐานมาพูดกัน จะเปิดอก จับเข่า ปิดประตูคุยกัน ก็ย่อมได้ แต่อย่าปิดทางเจรจาระหว่างไทยด้วยกันเท่านั้นนิ! อิอิอิ!!!



