
ปัญหาปราสาทพระวิหาร...
ประเทศกัมพูชาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2501 หลังจากที่เจ้านโรดมสีหนุมาเยือนไทยแล้วขอเปิดเจรจาเรื่องปราสาทพระวิหารที่ยืนยันว่าเป็นของกัมพูชา
จึงเป็นธรรมดาของรัฐบาลไทยและคนไทยในขณะนั้นที่จะต้องรู้สึกตระหนกตกใจและโกรธแค้น กัมพูชาโดยเฉพาะเจ้าสีหนุ เพราะคิดและเชื่ออยู่ตลอดมาว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทยตั้งอยู่ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ข้ออ้างของกัมพูชาในการตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยนั้นก็คือว่า รัฐบาลไทยปล่อยให้หนังสือพิมพ์ไทยโจมตีกล่าวร้ายกัมพูชามากเกินไป
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาได้กลับคืนเป็นปกติในปีต่อมาหลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้ไปเยือนกัมพูชาแล้วจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2504 กัมพูชาได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยอีกเป็นครั้งที่สอง ด้วยข้ออ้างว่าผู้นำไทยดูหมิ่นหยามเกียรติกัมพูชาอย่างไม่มีมูลความจริง เกี่ยวกับปัญหาคอมมิวนิสต์ที่กำลังคุกคามไทยอยู่ในขณะนั้น
แต่คราวนี้กัมพูชาได้ยื่นฟ้องศาลโลกทวงคืนปราสาทพระวิหารจากไทยด้วย
ไทยกับกัมพูชาได้ไปขึ้นศาลโลกที่ยุโรปนานนับปีก่อนที่ศาลโลกจะตัดสินในปี พ.ศ.2505 ให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยบอกว่า เฉพาะปราสาทพระวิหารนั้นตั้งอยู่ในอาณาเขตอันเป็น อธิปไตยของประเทศกัมพูชา
ผมยังจำได้ว่าหลังจากที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย เราได้แถลงการณ์ในเรื่องนี้ ทั้งทางวิทยุกระจายเสียง และหน้าจอทีวี ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและมีน้ำตาคลอเบ้า การเดินขบวนครั้ง ใหญ่ทั่วไปในประเทศก็ได้เกิดขึ้นตามมาเพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกโดยเฉพาะ
ที่ใดไหนอื่นไม่รู้ รู้แต่ว่าที่อำเภอบ้านผมการเดินขบวนได้เป็นไปอย่างสนุกสนานมาก มีทั้งกลองยาว แตรวง ให้ชาวบ้านร่ายรำและร้องเพลงร่วมกันไปอย่างครึกครื้นตลอดเวลา
“รักเมืองไทย ชูชาติไทย ทำนุบำรุงให้รุ่งเรือง สมเป็นเมืองของไทย เราชาวไทยเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทยๆ...” และ “เรารักเพื่อนบ้านเราไม่รานรุกใคร แต่รักษาสิทธิ์อิสระของไทย ใครทำช้ำใจเราจะไม่ถอยเลย” นี่คือเพลงหนึ่งซึ่งชาวบ้านบ้านผมร่วมร้องกันในวันนั้น
ก็เรียกว่าทั้งสนุกและคลั่งชาติไปด้วย อะไรในทำนองนี้
ปัญหาปราสาทพระวิหารล่วงมาถึงทุกวันนี้นับว่าเป็นปัญหาหนักมากยิ่งกว่าสถานการณ์เมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน เพราะเป็นปัญหาที่พัวพันอยู่ทั้งเรื่องเขตแดนอันเป็นอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ใหม่ของประเทศคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
ปัญหาปราสาทพระวิหารไม่ใช่อยู่ที่เป็นโบราณสถานหรือว่าเป็นมรดกโลก แต่เป็นปัญหาทางการเมืองที่ทับซ้อนอยู่ด้วยผลประโยชน์ระหว่างชาติทั้งสองและยากที่จะยอมกันได้ เพราะอิงอยู่กับปัญหา พื้นที่อื่นๆ อีก ทั้งในทางบก ทางทะเล โดยเฉพาะทางทะเลมีมากกว่า 2 หมื่นตารางกิโลเมตร ที่มีทรัพยากรทั้งแก๊สและน้ำมันมูลค่ามหาศาล ก็ให้ทำใจเถิดว่าไทยกับเขมรจะต้องทะเลาะกันอีกนานด้วยศึกปราสาทพระวิหารนี้
เรื่องผลประโยชน์ของชาติไม่ใช่เรื่องคลั่งชาติ แต่ก็ต่างกันนิดเดียวแค่เส้นยาแดงผ่าแปดครับ



