
สารพันตำรวจ : "พรีเซนเตชั่น"โยงคดีมิติใหม่ตำรวจภาค 5
"คดีฆาตกรรมนายกวา ฮอก ชุน สัญชาติมาเลเซีย อายุ 40 ปี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 พบร่องรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิดเข้าไปซื้อเชือกไนลอนสีแดงขาวที่ห้างแห่งหนึ่ง..."
ภาพและเสียงการแถลงผลจับกุมแก๊งอุ้มฆ่าชายนิรนามยัดถุงดำทิ้งถนนเลียบแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ ดูแปลกตาและน่าสนใจกว่าการแถลงผลงานชิ้นใดๆ ของวงการตำรวจ เมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาเป็นตัวกลางช่วยอธิบายงานสืบสวน ด้วยเนื้อหาละเอียดชัดเจน ทำให้คนวงนอกเข้าใจเรื่องราวได้เพียงแค่ชั่วเสี้ยวนาที
นี่ถือเป็นการแถลงผลจับกุมคดีสำคัญผ่านสื่อเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่า เกือบจะสมบูรณ์แบบครั้งแรกของวงการตำรวจไทย และอาจจะเป็นการปฏิวัติโฉมหน้าการพีอาร์ประชาสัมพันธ์งานสืบสวนคลี่คลายคดีของตำรวจที่ดูยุ่งยากซับซ้อนซ่อนเงื่อนให้ง่ายต่อการเข้าใจ จับต้องได้ แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ?!!
ภายในห้องประชุม บช.ภ.5 โต๊ะประชุมรูปตัวยู ตรงกลางเป็นจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ ที่ใช้สำหรับวางแผนงานของตำรวจภาค 5 ตั้งแต่งานบริหารประจำเดือน งานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ไปจนถึงงานคลี่คลายคดีสำคัญๆ มาวันหนึ่งมันถูกประยุกต์ใช้กับงานแถลงผลจับกุมแก๊งอุ้มฆ่าเอเย่นต์ค้ายาเสพติดสัญชาติมาเลเซียรายใหญ่ ถือเป็นความสำเร็จด้านความร่วมมือระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซียในการปราบปรามยาเสพติด
เบื้องหน้าของนายตำรวจแต่ละคนปรากฏคอมพิวเตอร์จอแบน นายตำรวจใหญ่ที่เข้าร่วมในวันนั้นมีตั้งแต่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.สุธีระ ปุณณบุตร ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ ผกก.สส.ภ.5 และอีกหลายนาย แม้จะรู้รายละเอียดในคดีอยู่ก่อนแล้ว แต่สายตาก็ยังจับจ้องอยู่ที่จอโปรเจกเตอร์และคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
ส่วนกองทัพสื่อมวลชนเองก็จับจดอยู่กับรายละเอียดต่างๆ ที่มีมากกว่าในใบแถลงข่าวชนิดแทบไม่ต้องซักถามคลายความสงสัย ไม่เว้นแม้แต่ 7 ผู้ต้องหาที่เฝ้าดูฝีมือการแกะรอยของตำรวจ ก่อนจะสาวมาถึงตัวพวกเขาชนิดทั้งอึ้งและทึ่ง
ยิ่งได้รู้ว่าความผิดพลาดของพวกเขาเกิดจากการไปซื้อเชือกไนล่อนสีแดงขาวในห้างบิ๊กซีตัวเมืองเชียงใหม่ด้วยแล้วยิ่งน่าเจ็บใจ เพราะเชือกชนิดนี้มีขายอยู่ไม่กี่แห่ง และแก๊งคนร้ายเพิ่งเป็นรายที่ 2 ในรอบหลายๆ เดือนที่ไปซื้อเชือกนี้มาพันธการศพ จึงเป็นหลักฐานที่ช่วยให้ชุดสืบสวนสาวมาถึงตัวได้อย่างแนบเนียน !?!
"คดีนี้เป็นคดีแรกที่นำรูปแบบใหม่มาแถลงข่าว พรีเซนเตชั่นชุดนี้ทีมสืบสวน พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กับทีมสืบสวน สภ.เชียงใหม่ จัดทำขึ้นด้วยการนำภาพและข้อมูลการสืบสวนสอบสวนในคดีมานำเสนอประกอบการแถลงข่าว" พ.ต.อ.ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ เล่าถึงที่มา
พ.ต.อ.ยุทธชัยบอกด้วยว่า การนำรูปแบบใหม่มาแถลงผลงานได้รับการตอบรับดีมากกว่าการแถลงแบบเดิมๆ ด้วยการพูดคุยและส่งกระดาษแถลงข่าวให้ผู้สื่อข่าว อาจไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียด แต่พอมีภาพเช่นนี้ก็ช่วยให้มองเห็นลำดับการสืบสวนสอบสวน นักข่าวเกิดจินตนาการและเกิดแนวคิดใหม่ๆ อาจจะมีคำถามดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตำรวจได้
ส่วน พ.ต.อ.ภาณุเดช หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงของชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ยอมรับว่า เหตุทั้งนี้เกิดจากความบังเอิญล้วนๆ !?!
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าวันที่ บช.ภ.5 จัดแถลงผลจับกุมคดีอุ้มฆ่าเอเย่นต์ยาเสพติดรายใหญ่มาเลเซียนี้ รองภาณุเดชมีราชการสำคัญที่กรุงเทพฯ เลยทำพรีเซนเตชั่นเกี่ยวกับการสืบสวนจับกุม รายละเอียดในแต่ละขั้นละตอน ตั้งแต่หลักฐานชิ้นแรกที่พบจนสาวไปถึงแก๊งคนร้าย แล้วนำไปมอบให้ผู้บังคับบัญชาดู เพื่อตอบข้อสงสัยของสื่อมวลชน หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้เลยว่าพรีเซนเตชั่นชิ้นนี้จะถูกนำมาใช้ในการแถลงผลงานด้วย
"อืมมันดีหรือไม่ดีเหรอ ผมไม่รู้ ผมไม่อยู่ ?!!" พ.ต.อ.ภาณุเดชถามเอากับ "คม ชัด ลึก" เมื่อได้คำตอบแล้วจึงเฉลยว่า "ตำรวจบางท่านก็ตำหนิว่ามันละเอียดเกินไป"
รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ชี้แจงว่า ข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำคดีทั้งหมดไม่ได้มีเจตนาจะประจานผู้ต้องหา แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าตำรวจทำงานด้วยหลักการสืบสวนสอบสวนเชิงวิทยาศาสตร์ นำหลักฐานพยานบุคคล พยานวัตถุ เอกสาร และหลักฐานที่ได้จากนิติวิทยาศาสตร์ เช่น คราบเลือดที่ถูกล้างด้วยไฮเตอร์แล้ว แต่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ก็ทำให้ค้นพบร่องรอยคราบเลือดที่กระเซ็นอยู่เต็มพื้นห้องก่อเหตุฆ่า หรือรอยเลือดในช่องฟองน้ำที่ชำระล้างไปแล้ว เป็นต้น
"เราใช้หลักการสืบสวนที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์และวิทยาศาสตร์เข้ามาประกอบกัน ทำให้เห็นว่าการสืบคดีของตำรวจมีความยุติธรรมาตั้งแต่ต้นทาง" พ.ต.อ.ภาณุเดชอธิบาย
เหนือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นอย่างละเอียดลึกซึ้งทุกขั้นตอนแล้ว สาระสำคัญที่รองภาณุเดชอยากสื่อถึงสังคม คือ การนำเสนอผ่านพรีเซนเตชั่นจะเป็นเครื่องช่วยเตือนสังคม สำหรับคนทำผิดก็มีสิทธิ์ตายอย่างทารุณ ส่วนคนทำผิดก็ไม่อาจรอดพ้นกฎหมายไปได้ ?!!



