
"ชาญวิทย์ระบุไทยกลียุคแนะ4ทางออกติงโรดแม็พ
กก.ติดตามสถานการณ์ วุฒิสภา จัดเสวนาการขับเคลื่อนโรดแม็พ ชาญวิทย์ ระบุไทยอยู่ใน กลียุค แนะทางออก 4 ข้อ ซัด โรดแม็พรัฐบาล วนเวียนสิ่งเดิมๆ ด้าน จาตุรนต์ ชี้เหตุวิกฤตการเมืองเกิดจากความเห็นไม่ตรงกัน ชี้โรดแม็พ ไร้แผนปรองดอง-ไร้ความรับผิดชอบการเ
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 ส.ค.คณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา จัดเสวนา เรื่อง “ ก้าวต่อไปประเทศไทย : การขับเคลื่อนโรดแม็พ 5 ข้อ ของรัฐบาล ” มีวิทยากรได้แก่ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายดิเรก ถึงฝั่งส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯได้เชิญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาร่วมเสวนาด้วย แต่นายภราดร เณรบำรุง รองเลขาธิการนายกฯแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ ติดภารกิจและมอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาเสวนาแทน แต่นายสาทิตย์ ไม่ได้เดินทางมาร่วมสัมมนาแต่อย่างใด
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า วิกฤตการเมืองช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทำให้นึกถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีเอกสารเป็นเพลงยาวพยากรณ์ก่อนการเสียกรุงว่าจะเกิด “ กาลกุลี ” หรือกลียุค ซึ่งปัจจุบันประเทศก็ถึงทางตันการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยด้านการเมืองไทย ตนไม่เชื่อว่า รัฐประหาร 49 จะเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนรัฐธรรมนูญ 50 ที่เป็นฉบับอำมาตย์ ควรจะมีการแก้ไขหรือทำฉบับใหม่ ส่วนด้านเศรษฐกิจ รัฐไทยพัฒนาจนมาเป็นทุนนิยม มือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน คนเมืองกับคนชนบท ช่องว่างมากที่สุดในอาเซียน เงินกลายเป็นพระเจ้าในสังคม สยามเมืองยิ้มกำลังหายไป คนกำลังเอาเรื่องชาติ เรื่องความรักความเกลียดมาพิฆาตฆ่าฟันกัน ขาดสันติธรรม ขาดสติ จนประเทศกำลังถูกสึนามิทางการเมืองพร้อมถล่มให้พินาศ อาจมีจลาจลเป็นอนาธิปไตย มีสงครามกลางเมือง
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ถ้าจะหลีกพ้นกลียุค ความวินาศฉิบหาย อย่างน้อยต้องทำ 4 ประการให้ได้คือ 1. สร้างความสมานฉันท์ในชาติโดยรวมโดยเฉพาะรากหญ้า และทำให้คนชั้นสูงชั้นกลางในกทม.และเมืองใหญ่ นายทุนขุนศึกศักดินาที่กุมอำนาจรัฐ ประนีประนอมแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้กับชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง
2. ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เขียนใหม่ทั้งหมดให้เป็นของสยามประเทศ ไม่ใช่ของประเทศไทย มีสาระเป็นประชาธิปไตย ไม่หมกเม็ดรับใช้กลุ่มคนหรือหมู่คณะใด ๆ แต่ตอนนี้น่าวิตกเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ 3. ต้องทำให้สถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุด เป็นสถาบันกลาง เป็นที่เคารพโดยรวม และไม่ถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใด
4. สถาบันทหาร ตำรวจ พลเรือน ตุลาการ ต้องปราศจากการเข้าแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์การเมือง ต้องทำให้สถาบันเหล่านี้มีความคิดเป็นประชาธิปไตย มีหน้าที่พัฒนาปกป้อง อำนวยความยุติธรรมโดยส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของหมู่คณะใด แต่สถาบันเหล่านี้ของสังคมยังมีปัญหาความคิดประชาธิปไตยมาก แต่ถ้าปฏิบัติได้ โรดแม็พก็ถึงจะเป็นไปได้
“แต่ที่กำลังทำกันอยู่ ผมคิดว่า ขาดเจตจำนงค์ในการปรองดอง ผลคือ ทำ ๆ กันไปแบบระบบราชการคือตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้วคณะกรรมการก็ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาและก็มีอนุกรรมการย่อย ๆ ลงไปอีกวนเวียนกันอยู่แบบนี้ ซึ่งถ้าไม่ออกจากสิ่งเก่า ๆ ย่ำแบบเดิม มันก็ไม่ไปไหน เหมือนเรื่องปราสาทพระวิหาร คิดกันแต่เรื่องเดิม ๆ มันก็ไปไม่ได้ ” นายชาญวิทย์ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เวลานี้พูดแต่เรื่องการปรองดอง ซึ่งถูกเพียงครึ่งเดียว แต่สิ่งที่ไม่ได้พูดกันคือ จะออกจากวิกฤตอย่างไร จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องมาควบคู่กัน ซึ่งวิกฤตเกิดจากการเมืองเพราะคนเห็นไม่ตรงกันในการปกครองบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ เช่น ใครจะเป็นรัฐบาลและนโยบายสำคัญ ซึ่งเมื่อมีความเห็นต่างกัน แทนที่จะหาวิธีแก้ไขในระบบ หรือหาวิธีให้คนอยู่ร่มกันได้ แต่กลับเลือกใช้วิธีรุนแรงโดยการรัฐประหาร จากนั้นคณะรัฐประหารและผู้สนับสนุนได้กำหนดระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยขึ้นมา ทั้งรัฐธรรมนูญ สภาพแวดล้อม ต่อมาเกิดการเลือกตั้งแต่สุดท้ายพรรคที่ประชาชนเลือกก็ถูกยุบพรรค เมื่อปกครองโดยไม่เป็นประชาธิปไตยและตามหลักนิติธรรม คนก็เลยออกมาคัดค้านเพื่อให้ยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินว่าใครควรเป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายก็มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมโดยสันติ เพื่อยุติการชุมนุม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดจากความเห็นที่แตกต่าง แม้ในการชุมนุมจะมีความรุนแรงจากผู้ไม่ทราบฝ่ายแทรกซ้อนเข้ามาหรือฝ่ายผู้ชุมนุมเอง
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ครั้งนี้ประชาชนล้มตายเจ็บสูญหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่รัฐบาลยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป และยังไม่มีการนิรโทษกรรม ก็มีปัญหาว่า ใครผิดใครถูก ใครควรรับผิดทางกฎหมาย ใครควรรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งยังไม่มีกระบวนการมารองรับแม้ มีกระบวนการดำเนินคดีอยู่ แต่ก็ทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐคือดีเอสไอ ที่กำกับโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งอยู่ในศอฉ.และเป็นคู่กรณีโดยตรง ดังนั้นเมื่อเอาคู่กรณีมาคุมการสอบสวน คนก็ไม่เชื่อถือว่า จะหาคนกระทำผิดได้ ทั้งนี้ในทั่วโลก หากประชาชนขัดแย้งกับรัฐ ก็จะให้มีคณะกรรมการมาตรวจสอบ เพื่อให้สังคมเข้าใจและหาคนรับผิดชอบ แต่ของไทยกลับไม่ทำ
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า โรดแม็พรัฐบาล 5 ข้อ มีคณะกรรมการอิสระขึ้นมา 4 ชุด แต่ไม่เห็นมีแผนปรองดองใดจากรัฐบาล เพราะคณะกรรมการทั้งหมดเกือบจะไม่มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการปรองดองเลย ปัญหาที่เป็นต้นเหตุวิกฤตคือ ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและการเข้าถึงความยุติธรรม แต่คณะกรรมการเหล่านี้ไม่มีชุดใดพูด จะมีหลัง ๆ มาแตะอยู่นิด ๆ เช่น เรียกร้องการตีตรวนหรือเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งการปรองดองต้องให้ 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งอยู่ด้วยกันได้ แต่นายกฯพูดเสมอจะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ปรากฏว่า จำนวนผู้ก่อการร้ายก็เพิ่มขึ้นทุกวันจนเกือบครบแกนนำผู้ชุมนุมทุกคนแล้ว ซึ่งหมายความว่า ปิดประตูปรองดองกับคนเสื้อแดง
ดังนั้นต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า พร้อมพูดจา แต่ยังดีที่คนในรัฐบาลเป็นพยานให้การที่เป็นประโยชน์ทำให้นาย วีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช.ได้รับการประกันตัว ซึ่งยังมีแกนนำหลายคนอยากเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งแต่ก็ยังอยู่ในคุก ทำให้แกนนำคนอื่น ๆ กลัวและหลบหนีไป ส่วนแกนนำที่รุนแรงกลับอยู่ข้างนอกหมด วันนี้จึงควรเอาคนที่มีแนวทางสู้โดยสันติ ให้ได้ประกันตัวออกมาให้หมด แล้วเอามาพูดจากัน แกนนำก็จะไปพูดกับคนเสื้อแดง ว่า มีอะไรผิดพลาดบ้าง แล้วปรับการต่อสู้ให้เป็นไปโดยสันติวิธี
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลยังคิดว่า ให้ฝ่ายต่าง ๆ ทำหน้าที่ไปเรื่อย ๆ และสร้างแรงกดดันว่า อย่าชุมนุมต่อต้าน ไม่เช่นนั้นจะถูกตามล่า หรือถ้าเป็นพรรคที่อยู่ตรงข้ามก็จะถูกล้ม ปัญหาก็จะคาอยู่อย่างนี้ ทั้งที่จริง การจะแก้ปัญหาต้องได้กติกาที่เป็นประชาธิปไตยโดยเป็นที่ยอมรับ และได้รัฐบาลเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่
ดังนั้นการออกจากวิกฤตต้องเดินไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ใช่ยอมรับกำลังทหารเข้ามา และเรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือ ทำความจริงให้ปรากฏ และหาผู้รับผิดชอบทุกกรณีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หยุดการทำลายล้างโดยหาคนอื่นมาดูแลการสอบสวน เพราะผู้กำกับดูแลปัจจุบันมีส่วนได้เสียโดยตรง และต้องหยุดกระทำฝ่ายเดียว หยุดปิดกั้นสื่อ หยุดใช้สื่อฝ่ายเดียวทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่ตนก็เข้าใจว่ามันยาก เพราะอยู่ในจุดที่แต่ละฝ่ายแพ้ไม่ได้
“ ที่ยุ่งคือรัฐบาลรู้สึกว่าแพ้ไม่ได้ ถ้าเกิดโดนศาลตัดสินประหาร หรือจำคุกตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องใหญ่กับรัฐบาล ศอฉ.จึงจะมีซีดีออกมาอีก เพื่อทำลายอีกฝ่าย และทำลายความชอบธรรมของอีกฝ่าย ว่า รัฐบาลไม่ได้ฆ่าใคร คนที่ตายสมควรแล้วเพราะเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งถ้ายังปล่อยแบบนี้ พยายามทำให้ตัวเองไม่แพ้ ให้อีกฝ่ายแพ้ราบคาบไป แบบนี้ปรองดองยาก ต้องรอรัฐบาลหน้าหรือรัฐบาลถัด ๆ ไป ซึ่งถ้าผู้มีอำนาจยังทำแบบนี้ เราคงอยู่ในวิกฤตอีกหลายปี และอาจแรงกว่าปัจจุบันหลายเท่า และอาจถึงจุดเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเปลี่ยนไปในทางประชาธิปไตย หรือเปลี่ยนไปในทางพม่าก็ได้ “ นายจาตุนรต์ กล่าว
นายดิเรก กล่าวว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ฯที่เกิดจากความคิดของนายกฯมาจากทุกฝ่ายของความขัดแย้ง และมีผลการศึกษาเสนอรัฐบาลไปแล้วตั้งแต่ก่อนวิกฤตเมษายน-พฤษภาคม 53 แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุความสูญเสียจนได้เพราะรัฐบาลไม่ทำ ต่อมารัฐบาลเสนอโรดแม็พ 5 ข้อ ซึ่งตนคิดว่า โรดแม็พ 5 ข้อไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แม้บางเรื่องจะตรงกับที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเคยเสนอ เพราะเรื่องความขัดแย้ง กลับไม่มีแผนอะไรรองรับ ก่อน 19 พฤษภาคม ตนเข้าพบนายกฯ และแนะนำว่า ให้นายกฯใจเย็น หากใช้กำลังไป การชุมนุมจบ แต่ปัญหาไม่จบ ฉะนั้นต้องมาเจรจากัน
อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้ก็ยังต้องเจรจากัน และต้องเลิกความคิดว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นเป็นของพรรคพวกของตนเอง แต่ต้องคิดว่าประเทศเป็นของทุคน รัฐบาลเคยถามตนว่า จะให้ไปเจรจากับใคร ตนคิดว่า ไม่น่าถามเลย เพราะเริ่มจากฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลได้ เดี๋ยวการเจรจาก็ขยายไปเอง
จากนั้นได้เปิดให้ผู้ร่วมสัมมนาแสดงความเห็น โดยส่วนใหญ่ระบุว่า รัฐบาลไม่ใจกว้าง ขนาดวุฒิสภาเชิญมายังไม่มา นอกจากนี้นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี ระบุว่า ตอนนี้ต้องปล่อยแกนนำนปช.ที่ไม่ได้ก่อความรุนแรง และยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนการตั้งคณะกรรมการอิสระ ตนไม่เชื่อฝีมือใช้งบ 600 ล้าน ได้แค่ภาพ ส่วนผลงานก็จะเป็นแค่งานวิจัย เพราะตั้งกรรมการขึ้นมาก็ไม่เคยนำผลการศึกษามาใช้ และทางที่ดีควรยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสิน



