ข่าว

"อภิสิทธิ์"ให้โจทย์"สศช."เขียนแผนฉ.11

"อภิสิทธิ์"ให้โจทย์"สศช."เขียนแผนฉ.11

06 ส.ค. 2553

นายก"อภิสิทธิ์" ให้โจทย์สศช.เขียนแผน ฉ.11 ย้ำต้องพัฒนาโครงสร้างและคนควบคู่กัน

(6ส.ค.) เวลา 08.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมและแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “รัฐบาลกับการปฏิรูปประเทศไทย” ในการประชุมประจำปี 2553 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เรื่องทิศทางแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานีโดยมีผู้เข้าร่วมงานจากทุกภาคส่วนประมาณ 2 พันคน

 นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า แผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 นี้มีความสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศนับแต่ปี 2555-2559 รวมถึงเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อรับปัญหาใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งวางรากฐานประเทศนำสู่ความสุขยั่งยืนต่อไป ซึ่งตนมาพูดเมื่อปีที่แล้วถึงการเริ่มต้นการทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 วันนั้นมีการพูดถึงความท้าทายที่สังคมไทยจะต้องเผชิญต่อไปในอีก 5 ปี ที่แผนนี้ที่จะมีการดำเนินการต่อเนื่อง

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเด็นแรก การจัดทำแผนฉบับนี้เช่นเดียวกับหลายแผนที่ผ่านมาในระยะหลังต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาเราพบว่าการใช้แผนในระยะแรกนับแต่ประมาณ 50 ปีที่แล้วจะประสบความสำเร็จการพัฒนาเฉพาะด้านจนในระยะหลังเรายอมรับว่าจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ดังนั้นระยะหลังสศช.และผู้เกี่ยวข้องจึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคส่วนในสังคมที่เป็นหัวใจในการตอบโจทย์และฟันฝ่าปัญหาที่ท้าทายอย่างมีประสิทธิภาพ

 “มีการกล่าวชัดเจนว่าทุนทางสังคมที่ถูกทำลายจากปัญหาความขัดแย้งที่อาจมองว่าเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งที่ความจริงมีรากฐานในการพัฒนาที่ไม่สมดุล ดังนั้นการต้องผลักดันกระบวนการปรองดองต้องเน้นย้ำเรื่องการปฏิรูป การจัดทำแผนจึงมีความสำคัญในการทำให้การปฏิรูปมีความสำเร็จ ซึ่งพวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำงานในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หากเราสามารถดึงทุกภาคส่วนกำหนดทิศทางและแลกเปลี่นยข้อมูลเพื่อนำสู่ข้อยุติของการพัฒนาจะเป็นหลักประกันที่ดีที่สุดในการปฏิรูปและการปรอรงดอง” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่เป็นเนื้อหาของแผนจากปีที่แล้วที่มีการตั้งโจทย์กันมากเพราะปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่แสดงให้เห็นความรวดเร็วและผันผวนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทย ไม่นับรวมปัญหาการเมืองที่หลายฝ่ายวิตกกังวลในเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กระทบเศรษฐกิจไทยจนทำให้ทำให้เศรษฐกิจหดตัว จะเห็นว่าปีนี้พื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้ไทยฟื้นตัวได้เร็ว และก้าวข้ามปัญหาต่างๆ อาทิ การว่างงานที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยครึ่งปีแรกของปีเศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 10 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก การส่งออก ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และการรับความสนใจจากต่างประเทศต่อเนื่อง ยืนยันว่าเราฟันฝ่าวิกฤติรอบนี้มาได้แล้ว และการดำเนินการเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องใช้การกู้ยืมจากภาครัฐสูงมากนัก นอกจากเราจะก้าวพ้นวิกฤติแล้วยังปรับสภาพต่างๆกลับสู่ภาวะปกติด้วย

 “วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมส่วนหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงที่มีการประชุมทุกเดือน โดยผมจะให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณทำเอ็มโอยูร่วมกัน ว่าจะทำให้งบประมาณกลับเข้าภาวะสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเราก็เดินหน่าผลักดันให้ภาวะการเงินการคลังเข้าภาวะปกติ“ นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวว่า ตนย้ำกับสศช.หลายครั้งถึงชื่อของสศช. ที่มีทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นตนคิดว่าแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 การบูรณาการเศรษฐกิจและสังคมต้องทำเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะหัวใจของความท้าทายเช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ เพราะถ้ามองเศรษฐกิจแล้วมองข้ามสังคมจะไม่สำเร็จ ซึ่งต้องเป็นหัวใจทุกด้านในการตั้งโจทย์

 “ปีที่แล้วผมให้ข้อคิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องปรัชญาไม่ใช่โครงการ ดังนั้นทุกหัวข้อที่จะกำหนดทิศทางของแผนต้องนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาจับตลอดเวลา เรื่องความสมเหตุสมผล ความพอประมาณ ภูมิคุ้มกันความเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ ถ้าทำจากล่างขึ้นบนและการมีภุมคุ้มกันมากกว่าที่ส่วนกลางกำหนดแนวทางลงไปเพื่อให้ฐานรากนำไปปฏิบัติ” นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ทรัพยากรที่มีความสำคัญและคุณค่าที่สุดคือ “คน” หัวใจของการพัฒนาในแผนนี้อยากให้เน้นสองส่วนที่เกี่ยวกับคน ส่วนแรกคือความมั่นคงของมนุษย์และการพัฒนาความรู้ความสามารถของคนในเรื่องจริยธรรมคุณธรรมด้วย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดความเป็นธรรมความเท่าเทียมในสังคมได้ และส่วนที่สองหากเราจะพัฒนาคนนั้น ในรอบปีที่ผ่านมามีการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายในการให้ความรู้ ซึ่งต้องมีการรณรงค์เตรียมความพร้อมให้คนมีครอบครัว ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยเรียน เรื่องการมีหลักประกันรายได้ การสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส และเรื่องของผู้สูงอายุ

 “ภายในแผนนี้เราต้องตั้งเป้าว่าระบบสวัสดิการต้องมีความชัดเจน คนไทยอยู่ที่ไหนเกิดที่ไหนจะมีหลักประกันขั้นพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนตายจะได้รับการดูแลอย่างไร ระบบสวัสดิการที่ว่า ไม่ใช่ภาครัฐจะหยิบยื่นให้อย่างเดียว แต่ต้องยั่งยืนในเรื่องการเงิน-การคลัง ทั้งเรื่องเงินออมในยามชราที่เปิดโอกาสให้สมทบและมีส่วนร่วมของประชาชนเอง โดยภายในปี 2559 คนไทยจะได้รับสวัสดิการตรงนี้ควบคู่กับความมั่นใจของภาครัฐเองที่จะดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประชากรว่าสวัสดิการสามารถยั่งยืนโดยไม่กระทบการเงินการคลังและสร้างปัญหาเหมือนหลายประเทศ ส่วนนี้จึงมีความสำคัญถ้าทำได้ผมเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการลดความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งที่เกิดในหลายพื้นที่ภาคส่วนต่อไป” นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวถึงความมั่นคงและรายได้ว่า ยังมีปัญหาที่มีส่วนที่จะทำให้เกิดความไม่มั่นใจและเกิดความขัดแย้งขึ้น เช่นเรื่องที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย หนี้สิน ซึ่งตนคิดว่าสิ่งที่ต้องกำหนดคือรูปแบบวิธีการจัดการปัญหาต้องมีความเป็นรูปธรรมและเคลื่อนแผนอย่างเป็นเอกภาพ ด้วยนโยบายต่างๆทั้ง ฉโนดชุมชน บ้านมั่นคง ฯ ซึ่งมีความหมายทั้งสิ้นในการทำให้เกิดความมั่นใจ สำหรับการปฏิรูปการศึกษานั้นจะเชื่อมโยงกับแผนพัฒนา ซึ่งเป้าหมายคือการให้คนของเราเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ เปลี่ยนตั้งแต่หลักสูตรและการศึกษาให้กลมกลืนกับเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้นนี่คือหัวใจของการปฏิรูป เพราะส่วนนี้เป็นฐานรากสำคัญในเศรษฐกิจฐานความรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ต้องวางแผนให้ชัดเจนคือการสนับสนุนเชิงโครงสร้งพื้นฐาน ในส่วนของความเป็นอยู่ แม้บางเรื่องเราอาจทำสำเร็จไปแล้ว เช่นไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกพื้นที่แต่มีอีกหลายบริการที่ไม่เพียงพอและขาดแคลน อาทิ น้ำอุปโภคบริโภคที่ต้องมีการตั้งเป้ากำหนดกรอบอย่างชัดเจนว่าประชาชนจะได้รับบริการพื้นฐานอย่างไร รวมทั้งน้ำในการเกษตรที่จะตอบโจทย์ในภาคการเกษตร เพื่อให้ไทยเป็นส่วนนึงในการแก้ปัญหาอาหารของโลกอย่างแท้จริง

 สำหรับเรื่องระบบขนส่งคมนาคม ช่วงระยะข้างหน้าต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรมอย่างก้าวกระโดด ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญแค่ในกทม.และปริมณฑล แต่ต่อไปจะผลักดันการขนส่งระบบรางทั่วประเทศ ระบบรางและถนนเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านและภูมิภาคและเชื่อมโยงกับโลก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจน ทั้งนี้รัฐบาลได้อนุมัติโครงการรถไฟมูลค่าสองแสนล้านบาท นี่ยังไม่นับการร่วมทุน อาทิ ร่วมกับรัฐบาลจีนในการทำรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ จากหนองคายถึงชายแดนภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ปรับคุณภาพและการแข่งขันต่อไป ส่วนการเพิ่มขีดความสามารถเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศไอที เช่นเรื่อง 3 จี รวมถึงกลไกที่ให้ประชาชนเข้าถึงไอทีเพื่อลดช่องว่างดิจิตอลระหว่างคนเมืองกับคนชนบท เพื่อให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

 นายกฯ กล่าวว่า การทำให้เป้าหมายเรื่องของการพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานจะสามารถดำเนินการตามเป้าหมายนั้นรูปแบบการบริหารจัดการมีความความสำคัญอย่างมาก เช่นการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของชุมชน แต่การปรับปรุงกฎกติกา การ่สงเสริมธรรมาภิบาลก็มีความสำคัญ และเรามีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคจำนวนมาก ซึ่งการแก้ไขก็ใช้เวลานานที่เป็นข้อจำกัด ดังนั้นการรวบรวมกฎระเบียบ-กฎหมายที่เป็นอุปสรรคตั้งแต่ต้นน่าจะมีความสำคัญในการทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาต่อไป

 นายกฯ กล่าวถึงการธรรมาภิบาลว่า นอกจากความขัดแย้งรุนแรงแล้วการทุจริตคอมรัปชั่นยังเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งการจัดการเรื่องนี้แม้มีกฎหมายและองค์กรดำเนินการ แต่เรายังถูกประเมินว่าแย่ลง ดังนั้นส่วนนี้ต้องอยู่ในแผนเพื่อเป็นหลักประกันของการธรรมาภิบาล และสุดท้ายเรื่องของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราต้องเลิกแนวความคิดพัฒนาด้านหนึ่งแล้วไปแก้ไขผลกระทบทีหลัง เพราะเรามีบทเรียนจากมาบตาพุดและหลายเหตุการณ์ ดังนั้นวันนี้ต้องชัดเจนว่าการวางแผนพัฒนาต้องไม่มองว่าทำเรื่องนี้แล้วไปหาทางบรรเทาผลกระทบแต่ต้องทำแล้วส่งเสริมความเป็นธรรมตั้งแต่ต้น

 “ทั้งหมดขอเรียนว่าเป็นสิ่งที่ได้มีการอภิปรายและในกระบวนการตลอดทั้งปีก่อนจะประกาศใช้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 สิ่งที่เราต้องทำควบคู่กันไปไม่เพียงแต่เป้าหมายหรือคิดยุทธศาสตร์ของการพัฒนา แต่ต้องช่วยกันรณรงด้วยว่าค่านิยมจิตสำนึกของคนที่เอื้อต่อการบรรลุตามแผน ถ้าเราพยายามหลายอย่างที่พูดคุยดันแต่ค่านิยมหรือวัฒนธรรมของคนไม่เอื้อต่อการสนบุสนุนเป้าหมาย จะทำให้แผนไม่สำเร็จ” นายกฯ กล่าว