ข่าว

บัฟเฟตต์เกี้ยวเศรษฐี40รายร่วมบริจาคทรัพย์สิน

บัฟเฟตต์เกี้ยวเศรษฐี40รายร่วมบริจาคทรัพย์สิน

05 ส.ค. 2553

วอชิงตัน- บิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ สองอภิมหาเศรษฐีใจบุญเผย 40 อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันและครอบครัวเตรียมบริจาคสมบัติอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ตอบแทนสังคมผ่านองค์กรเพื่อการกุศล

 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (5 ส.ค.) ว่า นายบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าของบริษัทลงทุนเบิร์กเชียร์ แฮททะเวย์ สองอภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ที่ร่วมก่อตั้งโครงการ "เดอะ กีฟวิ่ง เพลดจ์ " เมื่อ 6 สัปดาห์ก่อน ได้เปิดเผยในแถลงการณ์ทางเว็บไซต์ www.givingpledge.org. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่ามีอภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันและครอบครัวรวม 40 รายให้คำมั่นว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้แก่การกุศล

 นายบัฟเฟตต์เปิดเผยว่า ได้ติดต่ออภิมหาเศรษฐีที่ติดอันดับ 400 รายชื่อผู้ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐอเมริกา จากการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ที่มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (39.6 ล้านล้านบาท) ประมาณ 80 คน เพื่อเชิญชวนให้บริจาคเงินและทรัพย์สมบัติเป็นการกุศลเพื่อสังคม และได้รับการตอบรับจากอภิมหาเศรษฐีรวม 40 คน ซึ่งตัวเองเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของโครงการเดอะ กีฟวิ่ง เพลดจ์

 โครงการดังกล่าวไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายต่อผู้เข้าร่วม แต่ใช้ข้อผูกมัดทางจิตใจ และไม่มีการก้าวก่ายกำหนดว่าผู้บริจาคจะบริจาคทรัพย์สินให้การกุศลในรูปแบบใด และเมื่อไหร่ โดยอภิมหาเศรษฐีผู้เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขด้วยตนเองว่าจะสนับสนุนกิจกรรมขององค์กรการกุศลด้านใด เช่นสุขภาพ การศึกษา หรือศิลปะ อย่างไรก็ตาม นายบัฟเฟตต์ต้องการให้ผู้เข้าร่วมโครงการรีบบริจาคทรัพย์สินโดยไม่ผัดผ่อนยืดเวลา

 นอกจากนายเกตส์และนายบัฟเฟตต์แล้ว นายเทด เทิร์นเนอร์ ผู้ก่อตั้งสถานีเคเบิลทีวีข่าว 24 ชั่วโมง ซีเอ็นเอ็น นายไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กและเจ้าพ่อสื่อชั้นนำของสหรัฐ นายแลรี่ เอลลิสัน ผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ ออร์ราเคิล และนายจอร์จ ลูคัส ผู้กำกับคนดังของฮอลลีวู้ด ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการการกุศลแห่งนี้ด้วย

 นายบลูมเบิร์ก ที่นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่ามีสินทรัพย์ประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (594,000 ล้านบาท) กล่าวว่า "ไม่ต้องรอให้ตายแล้วค่อยบริจาคเงิน" และเห็นว่าไม่เป็นการสมเหตุสมผลที่อภิมหาเศรษฐีที่ร่วมโครงการต้องการเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้มีชีวิตเพื่ออยู่ดูการเปลี่ยนแปลงนั้น