
โรค"ลีเจียนแนร์"...มฤตยูนักท่องเที่ยว
"โรคลีเจียนแนร์" อาจไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไรนัก แม้จะพบเชื้อโรคตัวนี้มานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม แต่กลับมาโด่งดังอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากนักวิชาการสาธารณสุขรายหนึ่งออกมาเปิดเผยว่า ฝรั่งกำลังหวาดผวาจากเชื้อโรคตัวนี้ที่แฝงอยู่ตามโรงแรมทั่วประเ
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 "อิ่นใจ วงศ์รัตนเสถียร" นักวิชาการศูนย์อนามัยที่ 10 เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พบการระบาดของโรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires disease) ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 ผู้ติดเชื้ออาจเสียชีวิตได้ในเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ โดยเชื้อโรคตัวนี้จะอาศัยอยู่ในระบบปรับอากาศ ระบบจ่ายน้ำร้อน-เย็น ตามโรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถานที่ทำงาน ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ คอแห้ง ไอแห้ง ปวดศีรษะ ตัวร้อนจัด ฯลฯ
จากการวิจัยพบกลุ่มนักท่องเที่ยวรวมถึงประชาชนทั่วไปมีโอกาสติดเชื้อได้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่ภาคเหนือมีผู้ป่วยโรคนี้แล้วจำนวนหนึ่ง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอาจสร้างความตื่นตระหนกให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไปเพียงวันเดียว นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมาโต้ตอบทันควันว่า โรคลีเจียนแนร์ยังไม่ได้แพร่ระบาด เป็นเพียงข้อมูลของทีมวิจัยที่เก็บตัวอย่างในเชียงใหม่เท่านั้น และเป็นโรคปกติทั่วไปไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ร้ายแรง ตั้งแต่ปี 2547-2552 พบชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวในไทยแล้วป่วยเป็นโรคลีเจียนแนร์เพียง 15 ราย ส่วนคนไทยยังไม่พบรายงานว่ามีผู้ป่วยโรคนี้
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหนะนำโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บันทึกไว้ว่า "โรคลีเจียนแนร์" เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ลีจิโอเนลลา นิวโมฟิลา (Legionella pneumophila) ส่วนใหญ่มักจะพบในระบบเครื่องปรับอากาศ หรือถังเก็บน้ำระบายความร้อน (cooling tower) ที่ใช้ในอาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในโรงแรมและโรงพยาบาล เชื้อโรคตัวนี้จะแพร่กระจายผสมออกมากับละอองอากาศ และยังพบได้ตามสุขภัณฑ์ห้องน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ ฝักบัว บางครั้งตรวจพบในเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ดูแลระบบทางเดินหายใจผู้ป่วยในโรงพยาบาลด้วย
ใครที่ได้รับเชื้อโรคตัวนี้เข้าไปจะมีอาการป่วย 2 แบบ คือ 1.อาการป่วยชนิดรุนแรง หรือ โรคปอดอักเสบลีเจียนแนร์ เริ่มจากเป็นไข้ ปวดศีรษะ ไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อ สูญเสียการรับรสอาหาร หากเชื้อเข้าสู่ปอดจะเกิดภาวะปอดอักเสบชนิดรุนแรง มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตถึงร้อยละ 20 แบบที่สองอาการป่วยชนิดไม่รุนแรง เรียกว่า โรคไข้ปอนเตียก (Pontiac fever) ไม่มีภาวะปอดอักเสบ เป็นแค่ระยะฟักตัว คนไข้จะเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว ภายในหนึ่งวันไข้จะสูงมีอาการหนาวสั่นและอุจจาระร่วง แต่จะไม่มีอาการปอดบวมหรือเสียชีวิต ผู้ป่วยจะหายเองภายใน 2-5 วัน ไม่ต้องไปหาแพทย์ก็ได้
เชื้อโรคตัวนี้ระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2500 ในเมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา ช่วงนั้นมีผู้ติดเชื้อหลายร้อยคนและเสียชีวิต 30 กว่าคน ก่อนจะระบาดไปที่อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ในปี 2544 พบผู้ติดเชื้อลีเจียนแนร์กว่า 400 ราย เสียชีวิต 6 รายที่ประเทศสเปน สำหรับประเทศไทยมีรายงานการพบครั้งแรกปี 2527 แต่แปลกประหลาดตรงที่ผู้ติดเชื้อนี้ในเมืองไทยทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ?!!
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ หัวหน้าแผนกผู้ป่วยไอซียู รพ.วิชัยยุทธ อธิบายว่า เชื้อแบคทีเรียลีจิโอเนลลาพบได้ทุกหนทุกแห่ง มักอาศัยอยู่ในระบบน้ำเย็นของท่อแอร์ ใครที่ร่างกายอ่อนแอไม่มีภูมิคุ้มกันถ้าสูดอากาศรับเชื้อนี้เข้าไปก็จะทำให้ติดเชื้อในปอด เป็นโรคที่ไม่น่ากลัว เพราะมียาหลายตัวรักษาได้ แต่ส่วนใหญ่คนไข้เสียชีวิตเพราะแพทย์วินิจฉัยผิดพลาด เนื่องจากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หากแพทย์ตรวจละเอียดแล้วให้ยาปฏิชีวนะกลุ่ม "อิริทโทรมายซิน" คนไข้จะหายจากอาการป่วยในเวลาไม่กี่วัน
"เท่าที่ศึกษางานวิจัยมายังไม่พบคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคลีเจียนแนร์ ตอนผมอยู่อเมริกาปี 2517 เริ่มพบเชื้อโรคนี้ในคนแก่ที่เป็นทหารผ่านศึกแล้วมารวมตัวกัน สาเหตุที่คนไทยไม่เป็นโรคนี้เพราะมีภูมิคุ้มกันบางอย่างที่ฝรั่งไม่มี โดยเฉพาะฝรั่งนักท่องเที่ยวอายุมากๆ จะพบรายงานการติดเชื้อจากโรงแรมบ่อยๆ อาจเป็นเพราะโรงแรมในเมืองไทยไม่ได้ทำระบบป้องกันไว้ ถ้าไปเมืองนอกจะสังเกตเวลาอาบน้ำแล้วเปิดน้ำอุ่นช่วงแรก น้ำจะร้อนจัดมากๆ เพราะเขาตั้งระบบให้น้ำร้อนจัดทำลายเชื้อลีจิโอเนลลา ที่ชอบเกาะอยู่ตามท่อน้ำหรือก๊อกน้ำ แต่น้ำในโรงแรมเมืองไทยจะไม่ร้อนจัดพอจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้"
เคยมีรายงานว่าโรงแรมห้าดาวในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งถูกนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษฟ้องร้อง หลังจากเข้าพักแล้วป่วยเป็นโรคลีเจียนแนร์ รัฐบาลอังกฤษส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ ตรวจพบเชื้อลีจิโอเนลลาจริง โรงแรมต้องจ่ายค่าเสียหายหลายล้านบาทให้ผู้ป่วยรายนี้
เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีก กรมอนามัยจึงออกประกาศเรื่อง "ข้อปฏิบัติในการควบคุมเชื้อลีจิโอเนลลาในหอผึ่งเย็นของอาคารในประเทศไทย" ตั้งแต่ปี 2544 เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน อาคารชุด ศูนย์การค้า ฯลฯ นำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น หมั่นล้างทำความสะอาดระบบเครื่องปรับอากาศ ท่อหล่อเย็นหรือถาดรองน้ำหล่อเย็นของถาดรองแอร์ ตั้งอุณหภูมิระบบน้ำหล่อเย็นให้สูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ขัดล้างหัวก๊อกน้ำด้วยน้ำยาล้างจาน หรือผงซักฟอกทุกๆ 6 เดือน และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพสะอาด
แต่ผู้ดูแลอาคารไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไรนัก ดูจากข้อมูลสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เก็บตัวอย่างจาก 58 โรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวระหว่างปี 2549-2550 พบเชื้อลีจิโอเนลลามากถึง 33 แห่ง !?!
หากรัฐบาลไม่เร่งตรวจสอบและบังคับให้ทำตามกฎระเบียบของกรมอนามัย อาจมีฝรั่งนักท่องเที่ยวเสียชีวิต เพราะติดเชื้อนี้ไปจากเมืองไทยเพิ่มขึ้น จนถูกขึ้นบัญชีดำว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคลีเจียนแนร์ก็ได้ เพราะขณะนี้องค์กรอียูซีดีซี (European Union Center for Dissease Control : EUCDC) กับองค์กรอีดับเบิลยูจีแอลไอ (The European Working Group for Legionella Infections : EWGLI) ซึ่งเป็นศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคลีเจียนแนร์กำลังเฝ้าจับตาดูประเทศไทยอย่างใกล้ชิด !?!



