
เสียงครหา"ซ้อน"รวบบึ้มการเมือง
นับตั้งแต่ประเทศไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤติทางสังคมการเมือง เหตุการณ์ภายหลังทหารกระชับพื้นที่การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา ดูจะสงบเรียบร้อย หลายคนวาดหวังว่าความสุขสงบจะกลับคืนมาในเร็ววัน
ทว่าตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ก็ถูกจับจ้องด้วยสายตาแห่งความระแวดระวังภัยอีกครั้ง เมื่อเสียงระเบิดลูกแรกดังขึ้นที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ มีคนเจ็บและตาย
ตามมาด้วยระเบิดลูกที่ 2 บริเวณซอยรางน้ำ สถานที่เผชิญหน้าจนเกือบจะประหัตประหารกันเองเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะมีเรื่องพบหัวระเบิดเอ็ม 79 ในสระน้ำหน้าทำเนียบเข้ามาโหนติดกระแสไปด้วย
ไม่ว่าการสร้างสถานการณ์ครั้งนี้จะเกิดจากฝ่ายไหน ทุกสายตาโฟกัสไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะผู้ได้รับดาบอาญาสิทธิ์จากรัฐบาล !?!
ปฏิบัติการติดตามตัวมือระเบิดเกิดขึ้นอย่างครึกโครม เริ่มจากส่วนหัวอย่าง พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) ผู้รับผิดชอบในคดีนี้โดยตรง ออกมาขู่สำทับทำนองว่า ตำรวจพอจะรู้ว่าเป็นฝีมือกลุ่มไหน เพราะมีอยู่แค่ไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่มีศักยภาพทำได้
เพียงไม่กี่วันต่อมาตำรวจก็ทยอยเรียกนายทหาร อดีตนายทหาร และพลเรือน ซึ่งส่วนหนึ่งล้วนแล้วแต่มีชื่อเข้าไปพัวพันกับคดีระเบิดหลายครั้ง เช่น ทีมระเบิดคดีคาร์บ๊องอันสะเทือนเลือนลั่นสังคมเมื่อหลายปีก่อน !?!
ฉากหน้าเป็นการเรียกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มแก๊งระเบิด ที่เข้าข่ายว่าน่าจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติการเย้ยอำนาจรัฐครั้งนี้
แต่ในมุมมองของตำรวจนักสืบสวนหลายคนจ้องมองเหตุการณ์ด้วยอารมณ์แตกต่างกันไป บางคนเข้าใจ บางคนเข้าใจและทำใจได้ แต่บางคนเห็นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากแวดวงนักสืบที่เกาะติดคดีนี้ ชนิดเย้ยหยันว่า "คนชนะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์" ?!!
เสียงครหานี้เริ่มดังขึ้นทุกครั้งที่ปรากฏโฉมหน้ามือระเบิดหน่อมแหน้ม บ้างก็เกือบจะเข้าขั้นเซ่อเซอะ
ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ คนที่เข้าให้ข้อมูลต่อตำรวจครั้งนี้ ชื่อชั้นในวงการเรียกว่าไม่ธรรมดา อยู่ระดับแถวหน้าของบู๊ลิ้มด้วยกันแทบทั้งสิ้น ว่ากันว่า ถ้าอยากจะได้ข้อมูลที่ลึกและลับที่สุดคงหาจากที่อื่นนอกจากคนกลุ่มนี้เป็นไม่มีอีกแล้ว
ในทางปฏิบัติตำรวจเดินมาถูกทาง แต่มีคำถามตามมาว่า แล้วตำรวจจะได้ข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน ?!!
หลังการกระชับพื้นที่ กลุ่มนักรบพระเจ้าตาก กลุ่มแดงสายฮาร์ดคอร์ และบรรดาเสธ.ทหารต่างๆ ที่ถูกตีตราว่าเข้ามาเกี่ยวพันกับการสร้างความวุ่นวาย รวมถึงจุดชนวนให้บ้านเมืองเข้าใกล้คำว่าจลาจลและสงครามกลางเมือง ต่างกระเส็นกระสายเก็บเนื้อเก็บตัวเหมือนคนเหนียมอาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนหนึ่งเริ่มลิสต์รายชื่อเข้าสารบบที่ต้องจับกุมดำเนินคดี
แล้วหลังจากนั้นก็รอวัน ว.เวลา น.อันเหมาะสมที่จะดำเนินการ
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าระเบิด 2-3 ลูกในห้วงที่ผ่านมาจะเป็นฝีมือใคร ก็ถือว่าได้ช่วยร่นเวลาของเจ้าหน้าที่รัฐให้สั้นกระชับ ในการเข้าไปจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในช่วงการชุมนุมที่แยกราชประสงค์อย่างชอบธรรม
มีข่าวออกมาว่า สายลับที่ตำรวจนักสืบเลี้ยงเอาไว้ตื่นตัวคึกคักไปกับปฏิบัติการเหล่านี้ด้วย
หลายคนถูกซักไซ้ไล่เลียงละเอียดยิบ ใครคนไหนบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุม มีพฤติกรรมนิยมความรุนแรง และพบเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดไปจากปกติวิสัยหรือไม่
เป็นวิธีหาข่าวจากสายโจรที่บางเวลาถูกกระแนะกระแหนว่า "ใช้โจรจับโจร"
หลังจากนั้นก็เข้าประกบติดตามดูพฤติกรรมก่อนจะนำมาสู่การจับกุมดำเนินคดี ซึ่งระยะหลังๆ มานี้มีทยอยจับกุมได้เรื่อยๆ อย่างน่าชื่นใจ ชนิดที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนักก่อนหน้านี้
มีการวิเคราะห์กันอย่างไม่เป็นทางการดังออกมาจากหลายฝ่าย อาจจะเจืออารมณ์ทางการเมืองบ้างก็น่าเก็บไปคิด มีการตั้งคำถามว่า การจับกุมมือระเบิดช่วงนี้เป็นการลดความกดดันของฝ่ายรัฐหรือไม่
รัฐบาลเองมีปัญหารุมเร้า ทั้งเรื่องกระแสเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อพิพาทเขาพระวิหาร หรือแม้แต่คนใกล้ตัวอย่างอธิบดีดีเอสไอก็ถูกโจมตีเรื่องที่ภรรยาเข้าไปมีเอี่ยวกับเงิน 1.5 แสนบาท ฯลฯ
นอกจากจะช่วยลดกระแสกดดันทางการเมืองแล้ว ยังเป็นการป้องปรามกลุ่มก๊วนต่างๆ ไปในตัวให้อยู่ในกฎกรอบได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งรัง ?!!



