
โรคยอดนิยม
มีคนบอกกับผมว่าโรคที่คนญี่ปุ่นเป็นกันมากในเวลานี้ จนอาจเรียกว่าเป็นโรคยอดนิยม (หมายถึงโรคที่นิยมเป็นกับคน ไม่ใช่คนนิยมเป็นโรคนั้น) ก็คือโรคคาโรชิ (Karochi Syndrome) กับโรคฮิคิโคโมริ (Hikikomori Syndrome) ซึ่งโรคแรกนั้นเกิดกับคนวัยทำงาน ส่วนโรคหลังเกิดกับ
โรคคาโรชินั้น เข้าใจว่าจะไม่มีชื่อในภาษาไทย และคนไทยก็ไม่น่าจะมีใครเป็นโรคนี้ เพราะคำว่าคาโรชถ้าแปลตามตัวก็คือโรคที่ตายคางาน โดยมีสาเหตุมาจากการทำงานหนักมากเกินไป ว่ากันว่าโรคนี้เริ่มขึ้นในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายปราชัยหลังสหรัฐนำระเบิดปรมาณูไปหย่อนที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ คนญี่ปุ่นในสมัยนั้น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้แพ้สงครามโลก แต่ก็ไม่มีใครยอมแพ้สงครามชีวิต ต่างคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเพื่อกอบกู้บ้านเมือง นอกจากความมุมานะอันเป็นนิสัยประจำชาติแล้ว คนญี่ปุ่นยังมีความภักดีต่อประเทศชาติและองค์กรที่ตนสังกัดอยู่
ผลของการทำงานแบบอุทิศตัวให้แก่งาน ทำให้ญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวจากสภาวะตกต่ำหลังสงครามได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ที่ตามมาอีกอย่างก็คือโรคคาโรชิ อันเป็นกลุ่มโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน สมองและหัวใจขาดเลือด อาการเครียด อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น จนหน่วยงานที่วิจัยโรคนี้แนะนำให้คนญี่ปุ่นในวัยทำงาน ปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตใหม่ เช่น ลดงานนอกเวลา (over time) ลง ไม่โหมงานจนเกินกำลัง และรู้จักพักผ่อนหย่อนใจ หรือเดินทางท่องเที่ยวบ้าง
โรคยอดนิยมอีกโรคหนึ่งของคนญี่ปุ่น ได้แก่ โรคฮิคิโคโมริ ซึ่งบางคนมีควาเห็นว่าฮิคิโคโมริไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการทางจิต จริงๆ แล้วโรคนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคคาโรชิ แต่ช่องว่างระหว่างวัยก็ดีและการซึมซับรับรู้ต่อสถานการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่สองของคนในยุคปัจจุบันแตกต่างไปจากคน
รุ่นพ่อหรือรุ่นปู่ แต่ระบบการศึกษาและระบบสังคมของญี่ปุ่นยังเคี่ยวเข็ญผลักดันให้คนรุ่นใหม่ทำตัวเช่นเดียวกับคนรุ่นเก่า ไม่ว่าจะการเรียนอย่างหนัก ระเบียบวินัยที่เคร่งครัด หรือลักษณะของจารีตนิยม
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สวนทางกับความเป็นไปของโลกปัจจุบันที่เป็นโลกของวิทยาการสมัยใหม่ การสื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัย และความบันเทิงต่างๆ นานา ที่หาได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผลก็คือเด็กญี่ปุ่นในปัจจุบัน กลายเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ใน 2 โลก ทั้งโลกเก่าในชีวิตจริงและโลกใหม่ในชีวิตเสมือนจริง จนเด็กส่วนหนึ่งพากันหลบหนีจากโลกแห่งความจริง มาแอบซ่อนอยู่ในโลกจินตนาการส่วนตัวกลายเป็นคนแปลกแยกจากสังคม หาความสุขจากเกม การ์ตูน หรือกลุ่มเพื่อนที่อยู่ในสภาพเดียวกัน
ย้อนกลับมามองประเทศไทยของเราบ้าง สำหรับโรคคาโรชินั้นผมไม่ค่อยจะห่วงหรอกครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมการทำงานของคนไทย ที่ไม่คอยเคร่งครัดหรือเคร่งเครียดกับเรื่องงานเท่าไหร่นัก และมีวันหยุดวันพักผ่อนกันมากมาย แต่ผมค่อนข้างจะเป็นห่วงโรคฮิคิโคโมริมากกว่า จริงอยู่ แม้เมืองไทยของเราจะไม่มีแรงกดดันในเรื่องการเรียน การทำงาน หรือจารีตนิยม หนักหนาเท่ากับญี่ปุ่น แต่เด็กไทยในทุกวันนี้ก็พากันปลีกตัวจากสังคม และมีโลกส่วนตัวของตนเอง ซึ่งดินแดนบางแห่งในโลกของเด็กนั้น อาจน่าตกใจจนผู้ใหญ่นึกไม่ถึง และถ้าเราทอดทิ้งเด็กๆ ของเราไว้ในโลกที่เราไม่รู้จักนั้นไปนานๆ ในที่สุดเรากับเด็กก็จะอยู่กันคนละโลกอย่างแท้จริง
การเยียวยาโรคฮิคิโคโมรินั้น ไม่มีอะไรดีเท่ากับการทำความเข้าใจลูกหลานของเรา ให้ความรักความสุข ความอบอุ่น แก่พวกเขา และที่สำคัญอย่าคิดว่าเด็กๆ มีปัญหา แต่ต้องเข้าใจว่าเราเองต่างหากที่กำลังมีปัญหา และเป็นคนที่สร้างปัญหาให้แก่เด็กเหล่านั้น
ผมเชื่อว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหน อยากเห็นลูกหลานเป็นโรคฮิคิโคโมริหรอกครับ



