
ขอนแก่นโมเดลกับร่างก.ม.คุ้มครองผู้เสียหาย
นับเป็นเรื่องน่ายินดี ที่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนกับกลุ่มผู้คัดค้านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในระดับหนึ่งแล้ว ด้วยการตั้งคณะทำงานจากผู้แทน 3 ฝ่าย
ประกอบด้วย เครือข่ายผู้ป่วย 8 คน ผู้ดูแลรักษาพยาบาล 8 คนและผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข 4 คน ร่วมกันศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ภายใต้หลักการว่าจะต้องมีการคุ้มครองให้แก่ทั้งผู้รับบริการและบุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้
นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ได้ถอดบทเรียน "ขอนแก่นโมเดล" ที่น่าสนใจยิ่ง กรณีมีผู้ป่วยติดเชื้อจากการผ่าตัดต้อกระจกถึง 10 ราย ในจำนวนนี้มีอยู่ 7 รายถึงขั้นตาบอดถาวร อีก 3 รายมองเห็นเลือนราง แต่กลับไม่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้นเลยว่า เป็นเพราะยึดมั่นในหลักคิดที่ใช้เป็นแนวทางในการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ "กล่าวโทษ" แต่หันมากล่าว "คำขอโทษ" แทน
จากแนวคิดของ นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ที่ว่า "ไม่มีใครอยากฟ้องหมอ" และ "ไม่มีหมอที่ไหนอยากรักษาผิดพลาด" สามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นสัมพันธภาพที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้ได้ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายได้ปรับวิธีคิดให้ตรงกันผ่านการเจรจาทำความเข้าใจอันดี โดยรักษาผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนไข้หรือหมอ เริ่มจากอธิบายข้อเท็จจริงให้คนไข้และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสื่อมวลชนฟังจนเข้าใจ จากนั้นก็ยอมรับข้อผิดพลาดแต่ไม่ใช่การสารภาพผิดแบบคดีอาญา สุดท้ายก็คือรับผิดชอบในการดูแลรักษาคนไข้ต่อให้หายดีที่สุด สูญเสียน้อยที่สุด
เราเชื่อว่าการถอดบทเรียนจาก "ขอนแก่นโมเดล" นี้เป็นหนึ่งในแนวทางที่คณะทำงาน 3 ฝ่ายน่าจะนำไปศึกษา เพื่อหาทางสร้างกลไกการประสานผลประโยชน์และขจัดความขัดแย้งโดยสันติวิธีระหว่างคนไข้กับหมอ รวมทั้งร่วมกันหาทางออก ก่อนจะผนึกกำลังร่วมกันผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้จนผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
ขณะเดียวกัน ในส่วนของรัฐบาลเองจะต้องเร่งแก้ไขต้นตอแห่งปัญหา นั่นก็คือเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้พอเพียงกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งสนองความต้องการของตลาด ตลอดจนต้องปรับและยกระดับโครงสร้างการบริการสาธารณสุขทั้งในส่วนของคุณภาพของสถานพยาบาลและการให้บริการ เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริการประชาชนทั่วไปอีกเหมือนในอดีต โดยทั้งคนไข้และหมอต่างได้รับการคุ้มครองจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เสมอหน้ากัน



